รมว.สุชาติ ถอดบทเรียนภัยพิบัติเนปาล ทำดัชนีพหุภัย-แผนที่เสี่ยง

รมว.สุชาติ ถอดบทเรียนภัยพิบัติเนปาล ทำดัชนีพหุภัย-แผนที่เสี่ยง

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชี้เหตุธารน้ำแข็งถล่มทิเบต-เนปาล โลกรวนทำภัยพิบัติรุนแรง จนสร้างความเสียหายวงกว้าง

SHORT CUT

  • รมว.สุชาติ ชมกลิ่น ยกเหตุการณ์ธารน้ำแข็งถล่มพรมแดนทิเบต-เนปาล เป็นบทเรียนสะท้อนความรุนแรงและซับซ้อนของภัยพิบัติจากภาวะโลกเดือด โดยเน้นย้ำให้ไทยต้องปรับตัวเชิงรุกเพื่อรับมือภัยธรรมชาติรูปแบบต่างๆ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง และดินโคลนถล่ม
  • เร่งจัดทำเครื่องมือเตือนภัยที่มีความละเอียดระดับพื้นที่ 5x5 กิโลเมตร ภายในปี 2570 เพื่อประเมินว่าพื้นที่ใดเสี่ยงเผชิญภัยประเภทใด หรือมีโอกาสเกิดหลายภัยซ้อนทับกัน ช่วยให้หน่วยงานต่างๆ เตรียมกำลังคนและอุปกรณ์ได้ทันท่วงที
  • พัฒนาข้อมูลความเสี่ยงระดับตำบลที่ครอบคลุม 4 ด้าน (ดินถล่ม, น้ำทะเลสูงขึ้น, อุณหภูมิเพิ่ม, ปริมาณฝนเปลี่ยน) โดยประเมินลากยาวไปจนถึงปี ค.ศ. 2100 ซึ่งข้อมูลทั้งหมดจะถูกเผยแพร่ผ่านศูนย์ CCIC เพื่อให้ทุกภาคส่วนนำไปใช้วางแผนป้องกันและลดความสูญเสียอย่างยั่งยืน

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชี้เหตุธารน้ำแข็งถล่มทิเบต-เนปาล โลกรวนทำภัยพิบัติรุนแรง จนสร้างความเสียหายวงกว้าง

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ภัยพิบัติธารน้ำแข็งถล่มบริเวณพรมแดนทิเบตและเนปาล เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและสูญหายเป็นจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้รูปแบบของภัยพิบัติมีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น โดยภัยอาจไม่ได้เกิดขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดหลายภัยต่อเนื่องหรือเกิดขึ้นพร้อมกัน จนสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

รมว.สุชาติ ถอดบทเรียนภัยพิบัติเนปาล ทำดัชนีพหุภัย-แผนที่เสี่ยง

“แม้ประเทศไทยจะไม่ได้มีความเสี่ยงจากธารน้ำแข็งแบบเดียวกับทิเบตและเนปาล แต่ประเทศไทยกำลังเผชิญผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในหลายรูปแบบ ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง วาตภัย ดินโคลนถล่ม และอากาศร้อนจัด ดังนั้น สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้ล่วงหน้าว่าพื้นที่ไหนมีความเสี่ยง และมีโอกาสเกิดภัยอะไร เพื่อให้หน่วยงานและประชาชนเตรียมตัวรับมือได้ก่อนเกิดเหตุ ลดความสูญเสียให้ได้มากที่สุด” นายสุชาติ กล่าว

นายสุชาติ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงได้มอบหมายให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เร่งพัฒนาข้อมูลความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ เพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ สามารถนำข้อมูลไปใช้วางแผนป้องกันและปรับตัวได้อย่างเหมาะสมกับแต่ละพื้นที่

ที่ผ่านมา กรมฯ ได้พัฒนาข้อมูลคาดการณ์สภาพภูมิอากาศในระยะยาวไปจนถึงปี ค.ศ. 2100 ครอบคลุมข้อมูลสำคัญ เช่น ปริมาณฝน อุณหภูมิ และความชื้น โดยมี 11 หน่วยงานนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้วิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงตามภารกิจแล้ว

รมว.สุชาติ ถอดบทเรียนภัยพิบัติเนปาล ทำดัชนีพหุภัย-แผนที่เสี่ยง

สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 นายสุชาติ กล่าวว่า ได้เร่งให้กรมฯ พัฒนา 'ดัชนีพหุภัย (Multi-Hazard Index)' ซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องมือช่วย 'มองล่วงหน้า' ว่าในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า พื้นที่ใดมีแนวโน้มเผชิญภัยประเภทใดบ้าง ไม่ว่าจะเป็นฝนตกหนัก น้ำท่วม ภัยแล้ง ดินถล่ม หรืออากาศร้อนจัด รวมถึงสามารถประเมินได้ว่าพื้นที่ใดมีโอกาสเผชิญหลายภัยในช่วงเวลาเดียวกัน

ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ดัชนีพหุภัยจะพัฒนาให้มีความละเอียดในระดับพื้นที่ 5 × 5 กิโลเมตร เพื่อช่วยให้เห็นภาพความเสี่ยงได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยนำข้อมูลภัยที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศหลายประเภทมาประกอบกัน ทั้งฝนตกหนัก น้ำท่วม ภัยแล้ง ดินถล่ม และอากาศร้อนจัด

“จุดสำคัญคือ เราจะไม่ได้ดูเพียงว่าพื้นที่หนึ่งมีโอกาสเกิดภัยอะไร แต่จะดูด้วยว่ามีโอกาสเกิดหลายภัยร่วมกันหรือเกิดภัยต่อเนื่องกันหรือไม่ และในช่วง 3–6 เดือนข้างหน้า พื้นที่ใดควรได้รับการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเตรียมคน เตรียมอุปกรณ์ และวางแผนช่วยเหลือประชาชนได้ล่วงหน้า” ดร.พิรุณ กล่าว

นายสุชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการเตรียมพร้อมในระยะ 3–6 เดือนแล้ว ยังได้มอบหมายให้กรมฯ พัฒนา “แผนที่ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” เพื่อให้เห็นว่าพื้นที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะในระดับตำบล มีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากน้อยเพียงใด โดยครอบคลุมความเสี่ยงสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ ดินถล่ม ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น อุณหภูมิเฉลี่ยในระยะยาวที่เพิ่มขึ้น และการเปลี่ยนแปลงของปริมาณฝน

แผนที่ดังกล่าวจะแสดงผลผ่านระบบ GIS และครอบคลุมทั้งสถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปัจจุบันและกรณีที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง โดยแบ่งการมองความเสี่ยงออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงปัจจุบันถึงปี ค.ศ. 2050 ซึ่งสามารถนำไปใช้วางแผนในระดับพื้นที่ เช่น การวางผังเมือง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการเตรียมแผนรับมือของจังหวัด และช่วงหลังปี ค.ศ. 2050–2100 ซึ่งจะช่วยให้เห็นแนวโน้มความเสี่ยงในระยะยาว เช่น แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล

“เราต้องเปลี่ยนจากการรอให้เกิดภัยแล้วค่อยแก้ไข มาเป็นการรู้ความเสี่ยงและเตรียมพร้อมก่อนเกิดภัยให้มากที่สุด เครื่องมือทั้งสองจึงมีความสำคัญและทำงานเสริมกัน โดยดัชนีพหุภัยจะช่วยให้เรามองเห็นความเสี่ยงในช่วง 3–6 เดือนข้างหน้า ขณะที่แผนที่ความเสี่ยงภูมิอากาศจะช่วยให้เราวางแผนรับมือในระยะยาวได้” นายสุชาติ กล่าว

ทั้งนี้ เมื่อเครื่องมือทั้งสองพัฒนาแล้วเสร็จ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมจะเผยแพร่ข้อมูลผ่าน ศูนย์ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Information Center : CCIC) เพื่อให้หน่วยงานส่วนกลาง หน่วยงานในพื้นที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถนำข้อมูลไปใช้วางแผนป้องกันภัยและปรับตัวให้เหมาะสมกับความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่

“เป้าหมายสำคัญคือการนำข้อมูลและเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประเทศไทยรู้ล่วงหน้า เตรียมพร้อมได้เร็วขึ้น และลดความสูญเสียทั้งต่อชีวิต ทรัพย์สิน เศรษฐกิจ และสังคม พร้อมสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศไทยสามารถอยู่กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างยั่งยืน” นายสุชาติ กล่าว

related