
SHORT CUT
ทะเลสาบธารน้ำแข็งทางตอนเหนือของอินเดีย เพิ่มจำนวนและมีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว หวั่นเกิดน้ำท่วมที่อาจสร้างความเสียหายรุนแรงต่อพื้นที่ปลายน้ำ
ผลการวิจัยใหม่ที่ศึกษาภาพถ่ายดาวเทียมและตีพิมพ์ในวารสาร Open Geosciences พบว่า ทะเลสาบที่เกิดจากธารน้ำแข็งในพื้นที่ตอนเหนือของอินเดีย กำลังเพิ่มจำนวนและมีขขนาดใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลให้ธารน้ำแข็งละลายมากขึ้น
‘อายูชี ปันเดย์’ (Aayushi Pandey) นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยชาร์ลส์ในกรุงปรากของสาธารณรัฐเช็ก วิเคราะห์ข้อมูลจากดาวเทียม Landsat และ Sentinel-2 เป็นเวลาเกือบ 30 ปี เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของทะเลสาบธารน้ำแข็ง จำนวน 74 แห่ง ในพื้นที่ลุ่มน้ำอลัคนันทะ (Alaknanda Basin) ทางตะวันตกของเทือกเขาหิมาลัยในอินเดีย ระหว่างปี 1994 ถึงปี 2003
ทะเลสาบเดิมขยายตัว ทะเลสาบใหม่ก่อตัวขึ้น
ในบรรดาทะเลสาบ จำนวน 24 แห่งที่อยู่ในการศึกษานี้ ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า 0.01 ตารางกิโลเมตร เกณฑ์ที่กำหนดไว้เพื่อคัดแยกแอ่งน้ำขนาดเล็กที่เกิดขึ้นตามฤดูกาลออกไป พบว่าพื้นที่รวมของทะเลสาบขยายตัวจาก 0.97 ตารางกิโลเมตรในปี 1994 เป็น 1.62 ตารางกิโลเมตรในปี 2023 หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 67% ภายในเวลาเพียง 3 ทศวรรษ
นอกจากนี้ ยังพบทะเลสาบธารน้ำแข็งแห่งใหม่เกิดขึ้นถึง 57 แห่งในช่วงเวลาเดียวกัน ส่งผลให้จำนวนทะเลสาบทั้งหมดในพื้นที่ศึกษาเพิ่มเป็น 131 แห่ง โดย 18 แห่งในกลุ่มทะเลสาบใหม่มีขนาดใหญ่เกินเกณฑ์ 0.01 ตารางกิโลเมตรแล้ว
ทะเลสาบบางแห่งมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว เช่น ทะเลสาบวาสุนธารา (Vasundhara Lake) ซึ่งมีพื้นที่เพิ่มขึ้นถึง 261% ระหว่างปี 1994 ถึงปี 2023 ขณะที่ทะเลสาบบาลบาลา (Balbala Lake) มีพื้นที่เพิ่มขึ้น 119%
ทะเลสาบที่ควรจับตาใกล้ชิด
นักวิจัยระบุว่า มีทะเลสาบธารน้ำแข็ง 27 แห่งที่ควรได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิด โดยหนึ่งในนั้นอยู่เหนือเมืองบาดรีนาถ ซึ่งเป็นสถานที่แสวงบุญสำคัญของอินเดีย ขณะที่การขยายตัวอย่างรวดเร็วของทะเลสาบวาสุนธาราควรได้รับการจับตาเป็นพิเศษ
ความกังวลสำคัญคือปรากฏการณ์ Glacial Lake Outburst Flood หรือ GLOF หรือน้ำท่วมฉับพลันจากทะเลสาบธารน้ำแข็งถล่ม ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อมวลน้ำที่ถูกกักไว้ด้วยน้ำแข็ง หิน หรือชั้นตะกอนเกิดการพังทลายและปลดปล่อยน้ำจำนวนมหาศาลลงสู่พื้นที่ด้านล่าง พร้อมพัดพาโคลนและเศษซากไปตามกระแสน้ำด้วย
นักวิจัยชี้ว่า การติดตามพื้นที่ภูเขาสูงอย่างต่อเนื่องมีความสำคัญ เนื่องจากหลายปัจจัย ทั้งฝนตกหนัก การขยายตัวของทะเลสาบธารน้ำแข็ง ความไม่มั่นคงของพื้นที่ลาดเขา และกิจกรรมทางธรณีวิทยา อาจเกิดขึ้นพร้อมกันและเพิ่มความรุนแรงของผลกระทบต่อพื้นที่ปลายน้ำ
ขณะเดียวกันช่วงเวลาที่งานวิจัยนี้เผยแพร่ออกมาทำให้งานวิจัยดังกล่าวมีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งรุนแรงในเนปาล เมื่อเดือนที่แล้ว ถือเป็นเครื่องเตือนใจถึงความรุนแรงของภัยพิบัติในพื้นที่ภูเขาสูง แม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะอาจจะไม่ใช่ผลจาก GLOF โดยตรง แต่สร้างความเสียหายต่อบ้านเรือน ถนน สะพาน และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่างกว้างขวาง
สิ่งที่ดาวเทียมบอกได้และไม่ได้
‘อายูชี ปันเดย์’ ระบุว่า ข้อมูลจากดาวเทียมมีประโยชน์อย่างมากในการสำรวจพื้นที่ภูเขาขนาดใหญ่ที่เข้าถึงได้ยาก เพราะช่วยให้นักวิจัยค้นหาทะเลสาบที่เพิ่งก่อตัว วัดการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ และระบุรายละเอียดของทะเลสาบที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วเพื่อคัดเลือกไปตรวจสอบรายละเอียดต่อไป
อย่างไรก็ตาม ภาพถ่ายดาวเทียมเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอสำหรับการประเมินภัยพิบัติทั้งหมด เนื่องจากจำเป็นต้องมีการสำรวจภาคสนามเพื่อวัดความลึกและปริมาตรของทะเลสาบ ประเมินเสถียรภาพของพื้นที่ลาดเขา ตรวจสอบเส้นทางการระบายน้ำ และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างธารน้ำแข็งกับทะเลสาบ เพื่อพัฒนาแบบจำลองการเกิดน้ำท่วมให้แม่นยำขึ้น
ความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นสิ่งจำเป็น
นักวิจัยยังเรียกร้องให้เกิดความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ และการแบ่งปันข้อมูลระหว่างประเทศ เนื่องจากภัยจากทะเลสาบธารน้ำแข็งและน้ำท่วมไม่ได้หยุดอยู่ตามพรมแดนของประเทศนั้น ๆ
ประเด็นสุดท้ายนี้เป็นหัวใจสำคัญของความท้าทาย เทือกเขาหิมาลัยทอดยาวข้ามหลายประเทศ และทะเลสาบธารน้ำแข็งที่ก่อตัวหรือขยายตัวในเทือกเขาของประเทศหนึ่ง สามารถคุกคามชุมชนและโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่ไกลออกไปจากพรมแดนของประเทศนั้นได้
เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งล่าสุดในเนปาล เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าภัยพิบัติบนภูเขาสูงสามารถกลายเป็นวิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมได้อย่างรวดเร็วเพียงใด และข้อมูลดาวเทียมใหม่ชี้ให้เห็นว่าความเสี่ยงที่คล้ายกันกำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ ในเทือกเขาทางตอนเหนือของอินเดียเช่นกัน