'คาร์บอนเครดิต' ทางรอดสวนยางไทย ยุคโลกรวน ชาวสวนยางต้องปรับตัว-เรียนรู้

'คาร์บอนเครดิต' ทางรอดสวนยางไทย ยุคโลกรวน ชาวสวนยางต้องปรับตัว-เรียนรู้

สภาพอากาศที่แปรปรวนอย่างหนัก ก่อให้เกิดภัยพิบัติน้ำท่วมรุนแรง ผลกระทบเชิงประจักษ์จากภาวะโลกเดือด การปลูกยางพาราไม่ได้มีเป้าหมายแค่การกรีดน้ำยางอีกต่อไป แต่คือ 'เครื่องดูดคาร์บอน' ที่สามารถนำมาประเมินมูลค่าได้

SHORT CUT

  • สวนยางพาราสามารถสร้างรายได้เสริมจากการขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งคาดว่าจะมีรายได้เฉลี่ย 350-400 บาทต่อไร่ต่อปี ไม่ใช่รายได้หลัก
  • เกษตรกรที่สนใจต้องมีคุณสมบัติตามเงื่อนไขที่เข้มงวด เช่น มีเอกสารสิทธิ์ที่ดินถูกต้อง ต้นยางอายุไม่เกิน 18 ปี และต้องยอมรับสัญญาผูกมัด 7 ปีห้ามโค่นต้นยาง
  • โครงการนี้บริหารโดยการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ซึ่งตั้งเป้าขึ้นทะเบียนสวนยาง 1 ล้านไร่ภายในปี 2570 โดยเกษตรกรที่ผ่านเกณฑ์สามารถติดต่อ กยท. ในพื้นที่ได้

สภาพอากาศที่แปรปรวนอย่างหนัก ก่อให้เกิดภัยพิบัติน้ำท่วมรุนแรง ผลกระทบเชิงประจักษ์จากภาวะโลกเดือด การปลูกยางพาราไม่ได้มีเป้าหมายแค่การกรีดน้ำยางอีกต่อไป แต่คือ 'เครื่องดูดคาร์บอน' ที่สามารถนำมาประเมินมูลค่าได้

สภาพอากาศที่แปรปรวนอย่างหนักจนก่อให้เกิดภัยพิบัติน้ำท่วมรุนแรง คือผลกระทบเชิงประจักษ์จากภาวะโลกเดือดที่กำลังไล่บี้เราทุกคน ในสถานการณ์นี้ การปลูกยางพาราไม่ได้มีเป้าหมายแค่การกรีดน้ำยางอีกต่อไป แต่คือ "เครื่องดูดคาร์บอน" ที่สามารถนำมาประเมินมูลค่าได้ ทว่าก่อนที่คุณจะวาดฝันถึงเม็ดเงินมหาศาลจากการขาย "คาร์บอนเครดิต" ภายใต้โครงการของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เราจำเป็นต้องมากางตัวเลขและเงื่อนไขคุยกันด้วยความจริงแบบไม่ต้องโลกสวย

ต้นยางพารามีศักยภาพดูดซับคาร์บอนและแปลงเป็นเครดิตได้เฉลี่ย 2.5 - 3.5 ตัน ต่อไร่ ต่อปี อ้างอิงราคาตลาดปัจจุบันขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกอยู่ที่ราว 300 บาทต่อตัน หากคำนวณตลอดรอบโครงการบังคับ 7 ปี รายได้รวมจะตกอยู่ที่ 6,300 บาทต่อไร่

หักต้นทุนค่าดำเนินการครั้งแรกและค่าขอรับรองอีก 2 ครั้ง รวมเป็นเงิน 1,200 บาท เบ็ดเสร็จคุณจะเหลือกำไรสุทธิ 5,100 บาท ต่อไร่ ในระยะเวลา 7 ปี หรือเมื่อหารเฉลี่ยออกมาแล้ว คุณจะได้เงิน 350 - 400 บาท ต่อไร่ ต่อปี ตัวเลขนี้ชี้ชัดว่ามันคือ "รายได้เสริม" ที่เข้ามาเป็นโบนัส ไม่ใช่รายได้หลักที่จะพลิกฐานะชาวสวนได้ในวันนี้ เว้นเสียแต่ว่าในอนาคตจะมีกฎหมายบังคับให้ผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบและหาซื้อเครดิตอย่างจริงจัง ซึ่งตามกลไกตลาดอาจดันราคาขึ้นไปถึง 500-600 บาทต่อไร่ แต่นั่นคือเรื่องของอนาคต

'คาร์บอนเครดิต' ทางรอดสวนยางไทย ยุคโลกรวน ชาวสวนยางต้องปรับตัว-เรียนรู้

กฎเหล็กที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

  • เอกสารสิทธิ์ต้องชัดเจน: ที่ดินสวนยางต้องมีเอกสารสิทธิ์ที่ราชการออกให้ถูกต้องตามกฎหมาย ที่ดินมือเปล่าหรือที่ดินบุกรุก หมดสิทธิ์เข้าร่วม 100% 
  • อายุยางห้ามเกิน 18 ปี: เพื่อรับประกันว่าต้นยางจะอยู่รอดตลอดอายุโครงการ 
  • ติดสัญญาบังคับ 7 ปี ห้ามโค่นเด็ดขาด: เมื่อเข้าร่วมแล้ว คุณต้องคงสภาพสวนยางไว้ห้ามตัดโค่นทิ้งก่อนกำหนดเป็นเวลา 7 ปี หากคุณผิดเงื่อนไข คุณจะต้องรับผิดชอบความเสียหายของค่าใช้จ่ายที่โครงการได้ลงทุนไป 
  • ต้องลดการใช้ปุ๋ยเคมี 5%: เพื่อเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์ หากคุณทำใจลดปริมาณปุ๋ยเคมีในสวนไม่ได้ ก็ไม่ผ่านเงื่อนไข 

ขั้นตอนปฏิบัติจริง (สำหรับคนที่พร้อม) กยท. วางเป้าหมายกวาดพื้นที่สวนยาง 1 ล้านไร่ให้ขึ้นทะเบียนเสร็จภายในปี 2570 และขยายเพดานเป็น 10 ล้านไร่ภายในปี 2573

'คาร์บอนเครดิต' ทางรอดสวนยางไทย ยุคโลกรวน ชาวสวนยางต้องปรับตัว-เรียนรู้

ดังนั้น หากที่ดินของคุณมีโฉนดถูกต้อง อายุยางอยู่ในเกณฑ์ และยอมรับสัญญาระยะยาว 7 ปีได้ จงเดินไปที่สำนักงาน กยท. ใกล้บ้าน ถามหาโควตาพื้นที่ในการรับสมัครของปีนี้ หากคุณสมบัติผ่าน กยท. จะเป็นผู้ดำเนินการจัดการระบบและดูแลเอกสารที่เหลือให้ทั้งหมด 

คาร์บอนเครดิตคือเครื่องมือทางเศรษฐกิจแห่งยุคโลกรวนที่ชาวสวนยางต้องปรับตัวและเรียนรู้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการตั้งความหวังบนพื้นฐานของความจริง หากสวนคุณพร้อม นี่คือโอกาสเปลี่ยนคาร์บอนในอากาศให้เป็นเงินโดยไม่ต้องลงทุนควักกระเป๋าเพิ่ม แต่ถ้าสวนคุณยังไม่เข้าเกณฑ์ จงกลับไปจัดการเรื่องเอกสารสิทธิ์และวางแผนรอบการตัดโค่นให้รอบคอบ อย่าเพ้อฝันถึงรายได้เสริมจนละเลยการพัฒนาคุณภาพน้ำยาง ซึ่งยังคงเป็นสายเลือดหลักของชาวสวนยางตัวจริง

related