เปลี่ยนสวนยางพาราเป็น 'ธนาคารคาร์บอน' เช็ก 5 เช็กลิสต์ความพร้อมก่อนร่วมโครงการคาร์บอนเครดิตกับ กยท.

รู้หรือไม่? ต้นยางพาราทุกต้นไม่ได้ให้แค่น้ำยาง แต่ตลอด 24 ชั่วโมง ต้นยางกำลังทำหน้าที่สำคัญในการดูดซับก๊าซเรือนกระจกและกักเก็บ "คาร์บอน" เอาไว้ในลำต้น ซึ่งปัจจุบันปริมาณคาร์บอนเหล่านี้สามารถนำไปประเมินเพื่อขายเป็น "คาร์บอนเครดิต" ได้แล้ว! "Keep the World" พาลงพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี ตามติดทีมงานการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ไปดูขั้นตอนการวัดปริมาณคาร์บอนถึงในแปลง พร้อมเปิดเช็กลิสต์ว่า สวนยางของคุณ "พร้อม" แค่ไหนสำหรับก้าวใหม่แห่งความยั่งยืนนี้

SHORT CUT

  • กยท. ส่งเสริมโครงการเปลี่ยนสวนยางพาราเป็น 'ธนาคารคาร์บอน' เพื่อให้เกษตรกรนำปริมาณคาร์บอนที่ต้นยางกักเก็บไว้มาสร้างรายได้ผ่านการขายคาร์บอนเครดิต
  • เกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมต้องมีคุณสมบัติตามเช็กลิสต์ 5 ข้อหลัก เช่น เป็นผู้ขึ้นทะเบียนกับ กยท. มีเอกสารสิทธิ์ที่ดินถูกต้อง และดูแลสวนอย่างดีโดยไม่มีการเผา
  • จากการประเมินเบื้องต้น สวนยาง 1 ไร่ สามารถกักเก็บคาร์บอนได้เฉลี่ย 4 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งจะถูกตรวจวัดและรับรองตามมาตรฐาน T-VER

รู้หรือไม่? ต้นยางพาราทุกต้นไม่ได้ให้แค่น้ำยาง แต่ตลอด 24 ชั่วโมง ต้นยางกำลังทำหน้าที่สำคัญในการดูดซับก๊าซเรือนกระจกและกักเก็บ "คาร์บอน" เอาไว้ในลำต้น ซึ่งปัจจุบันปริมาณคาร์บอนเหล่านี้สามารถนำไปประเมินเพื่อขายเป็น "คาร์บอนเครดิต" ได้แล้ว! "Keep the World" พาลงพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี ตามติดทีมงานการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ไปดูขั้นตอนการวัดปริมาณคาร์บอนถึงในแปลง พร้อมเปิดเช็กลิสต์ว่า สวนยางของคุณ "พร้อม" แค่ไหนสำหรับก้าวใหม่แห่งความยั่งยืนนี้

จากต้นยางสู่ 'ธนาคารคาร์บอน' ของประเทศ

ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่สวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) อยู่ราวๆ 20 ล้านไร่ ลองจินตนาการดูว่าหากพื้นที่สีเขียวทั้งหมดนี้ กลายเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนขนาดใหญ่ของประเทศได้ จะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมได้มหาศาลขนาดไหน

หลักการของเรื่องนี้ไม่ซับซ้อน เมื่อต้นยางพาราดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์เก็บไว้ในเนื้อไม้ ปริมาณที่กักเก็บได้จะถูกนำมาผ่านการตรวจวัดและรับรองตามมาตรฐาน T-VER ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เพื่อแปลงเป็น "คาร์บอนเครดิต" ที่สามารถนำไปซื้อขายให้แก่องค์กรที่ต้องการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ โดยมี 2 ด่านใหญ่ที่เกษตรกรต้องผ่านคือ "การขึ้นทะเบียนโครงการ" และ "การรับรองปริมาณคาร์บอนที่กักเก็บได้"

 

ลงแปลงชั่งน้ำหนักคาร์บอน ต้นยาง 1 ไร่ เก็บได้เท่าไหร่?

สำหรับการตรวจวัดปริมาณคาร์บอนในสวนยางนั้น ใช้วิธีการที่ง่ายและไม่ต้องโค่นต้นทิ้ง เจ้าหน้าที่จะใช้สายวัดรอบลำต้นที่ความสูงประมาณ 130 เซนติเมตร ควบคู่ไปกับการวัดความสูง และบันทึกจำนวนต้นต่อไร่ลงในระบบ เพื่อนำไปคำนวณกลับเป็นปริมาณคาร์บอนที่ต้นยางต้นนั้นกักเก็บไว้

จากการประเมินในโครงการนำร่องของ กยท. พบว่า สวนยาง 1 ไร่ (ประมาณ 70-80 ต้น) สามารถกักเก็บคาร์บอนได้เฉลี่ยถึง 4 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งปริมาณนี้เทียบเท่ากับการชดเชยการปล่อยไอเสียจากการขับรถยนต์นับหมื่นกิโลเมตรเลยทีเดียว!

แค่ทำสวนให้ดี และเตรียมเอกสารให้พร้อม

จากการลงพื้นที่พูดคุยกับเกษตรกรต้นแบบใน จ.สุราษฎร์ธานี ยืนยันว่าการเตรียมตัวเข้าร่วมโครงการนั้นไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก แก่นสำคัญคือ "การทำสวนให้ดีแบบที่เกษตรกรทำอยู่แล้ว" เพียงแต่ต้องเพิ่มความใส่ใจในการบันทึกข้อมูลแปลงให้ชัดเจน งดการเผาในพื้นที่เด็ดขาด และจัดเตรียมเอกสารสำคัญต่างๆ เช่น ทะเบียนเกษตรกร เอกสารสิทธิ์ที่ดิน และแผนที่แปลงให้ครบถ้วน

 

📌 สรุป 5 เช็กลิสต์ความพร้อม ก่อนสวนยางจะขายคาร์บอนเครดิตได้

  • ขึ้นทะเบียนเกษตรกร: ต้องเป็นเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
  • มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้อง: ต้องมีหลักฐานหรือเอกสารแสดงสิทธิ์ที่ดินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
  • รู้ลึกข้อมูลแปลงตัวเอง: ต้องทราบรายละเอียดพื้นฐานของสวน เช่น พันธุ์ยางที่ปลูก, ปีที่เริ่มปลูก และจำนวนต้นต่อไร่
  • ดูแลสวนต่อเนื่อง & ห้ามเผา: มีการจัดการสวนอย่างเหมาะสมตามหลักวิชาการ และที่สำคัญคือ "ต้องไม่มีการเผา" ในพื้นที่
  • ติดต่อ กยท. ใกล้บ้าน: หากเช็กแล้วว่าคุณสมบัติครบ สามารถติดต่อ กยท. จังหวัด หรือสาขาใกล้บ้าน เพื่อขอคำแนะนำและเริ่มดำเนินการได้ทันที

ต้นยางพาราที่เราปลูกและดูแลเป็นอย่างดีในทุกๆ วัน กำลังจะกลายเป็นทรัพย์สินใหม่ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับชาวสวนยางไทยในอนาคต เพราะเมื่อโลกไม่ได้หยุดพัก เราจึงต้องรักโลก... Keep the World

related