
SHORT CUT
ผลวิจัยใหม่เผยกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกาสูญเสียน้ำแข็งรวมกัน 12.5 ล้านล้านตัน นับตั้งแต่ปี 1979 ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มขึ้นราว 3.2 เซนติเมตร
ผลการศึกษาใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Data จากการรวบรวมข้อมูลดาวเทียมย้อนหลังกว่า 40 ปี เปิดเผยสถิติน่าตกใจว่า แผ่นน้ำแข็งในกรีนแลนด์และทวีปแอนตาร์กติกาในขั้วโลกใต้ สูญเสียปริมาณน้ำแข็งรวมกันสูงถึง 12.5 ล้านล้านตัน นับตั้งแต่ปี 1979 หรือในช่วง 47 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกเฉลี่ยปรับตัวสูงขึ้นแล้วราว 3.2 เซนติเมตร
ข้อมูลการวิจัยระบุว่า สภาพแผ่นน้ำแข็งในทั้งสองภูมิภาคเคยมีความคงที่ในช่วงทศวรรษ 1970 ถึงต้นทศวรรษ 1990 ก่อนจะเริ่มสูญเสียมวลน้ำแข็งเร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษ 2010 ซึ่งพบอัตราการละลายและถอยร่นพุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจน อินเนส โอโตซากา (Inès Otosaka) นักวิทยาศาสตร์ด้านน้ำแข็งจากมหาวิทยาลัยนอร์ธัมเบรีย ชี้ว่า ปัจจัยหลักราว 84% เกิดจากการที่อุณหภูมิของน้ำทะเลอุ่นขึ้น เข้าไปกัดเซาะบริเวณฐานและขอบของธารน้ำแข็ง จนทำให้ธารน้ำแข็งเคลื่อนตัวและแตกพังลงสู่มหาสมุทรเร็วขึ้น ตัวอย่างเช่น ธารน้ำแข็งยาค็อบชาเวน (Jakobshavn) ในกรีนแลนด์ ที่กำลังถอยร่นด้วยอัตราสูงถึง 50 เมตรต่อวัน
นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า แม้ระดับน้ำทะเลจะเพิ่มขึ้นเพียงระดับเซนติเมตร แต่สร้างผลกระทบต่อพื้นที่ชายแดนและชายฝั่งทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ โดยประเมินว่าการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลทุกๆ 1 เซนติเมตร จะส่งผลให้มีประชาชนราว 2-3 ล้านคนทั่วโลก ต้องตกอยู่ในความเสี่ยงภัยจากน้ำท่วมชายฝั่งในแต่ละปี ทั้งนี้ แม้อัตราการสูญเสียน้ำแข็งจะมีการชะลอตัวลงเล็กน้อยในช่วงปี 2020-2023 แต่เป็นเพียงผลลัพธ์จากสภาพอากาศระยะสั้นเท่านั้น ไม่ได้สะท้อนว่าแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาวดีขึ้นแต่อย่างใด
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำว่า แผ่นน้ำแข็งขั้วโลกต้องใช้เวลาตอบสนองต่อภาวะโลกร้อนนานนับทศวรรษ หมายความว่าปรากฏการณ์ธารน้ำแข็งละลายและระดับน้ำทะเลหนุนสูงจะยังคงดำเนินต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าในอนาคตมนุษย์จะสามารถควบคุมและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้แล้วก็ตาม