ไขปริศนา ‘เอลนีโญ’ ทำไมบางประเทศร้อนเป็นไฟ บางประเทศจมน้ำท่วม

ไขปริศนา ‘เอลนีโญ’ ทำไมบางประเทศร้อนเป็นไฟ บางประเทศจมน้ำท่วม

ฝนตก ก็โทษ ‘เอลนีโญ’ - ฝนไม่ตก ก็โทษ ‘เอลนีโญ’ ทำไมปรากฏการณ์ธรรมชาติเพียงรูปแบบเดียว ถึงส่งผลกระทบให้เกิดสภาพอากาศที่แตกต่างกันสุดขั้วในแต่ละพื้นที่ของโลก

ทุกคนคงรู้กันแล้วว่า ปรากฏการณ์ ‘เอลนีโญ’ คือสิ่งที่กำลังสร้างความปั่นป่วนให้กับระบบภูมิอากาศทั่วโลกในช่วงปลายปีนี้ แต่สิ่งที่ยังสร้างความสับสนก็คือ ทำปรากฏการณ์ธรรมชาติเดียวกันนี้ จึงสามารถทำให้บางภูมิภาคทั่วโลกประสบภัยแล้งและไฟป่าอย่างหนักหน่วง แต่ในอีกซีกโลกหนึ่งกลับต้องเผชิญกับพายุ ฝนตกหนัก และอุทกภัยฉับพลัน จนทั้งเมืองแทบจมอยู่ใต้น้ำ

 

เมื่อ ‘หม้อต้มน้ำของโลก’ ถูกย้ายตำแหน่ง

คำตอบของเรื่องนี้เริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกและกระแสลมเหนือผิวน้ำ

ในสภาวะปกติ ลมค้า (Trade Winds) จะพัดจากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตก เพื่อผลักดันน้ำอุ่นบนผิวน้ำให้ไปสะสมรวมกันอยู่แถบแปซิฟิกตะวันตก บริเวณอินโดนีเซียและภูมิภาคใกล้เคียง มวลน้ำอุ่นเหล่านี้ทำให้เกิดการระเหยของความชื้น กลายเป็นอากาศร้อนชื้นลอยตัวขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ก่อตัวเป็นเมฆและฝนตกหนัก ขณะที่ฝั่งแปซิฟิกตะวันออก เช่น อเมริกาใต้และเปรู จะเป็นน้ำเย็นลอยตัวขึ้นมาแทนที่ จึงมีสภาพอากาศที่แห้งแล้งเป็นปกติ ซึ่งระบบนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยวงจรการหมุนเวียนของอากาศขนาดใหญ่ที่เรียกว่า ‘การหมุนเวียนแบบวอล์คเกอร์’ (Walker Circulation)

ไขปริศนา ‘เอลนีโญ’ ทำไมบางประเทศร้อนเป็นไฟ บางประเทศจมน้ำท่วม

อย่างไรก็ตาม การปรากฏตัวของ ‘เอลนีโญ’ ได้ทำให้สมดุลดังกล่าวถูกทำลายลง เนื่องจากกระแสลมค้ามีกำลังอ่อนลงอย่างมาก น้ำอุ่นผิวน้ำจึงไม่ถูกผลักไปทางทิศตะวันตกอีกต่อไป แต่จะไหลย้อนกลับมาสะสมอยู่บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออกแทน เปรียบเหมือน ‘การย้ายตำแหน่งหม้อต้มน้ำขนาดใหญ่ของโลก’ การเคลื่อนย้ายของมวลน้ำอุ่นทำให้พื้นที่ศูนย์กลางฝนพัดย้ายตามไปยังฝั่งแปซิฟิกตะวันออก ส่งผลให้ประเทศในแถบอเมริกาใต้ เช่น เปรู รวมถึงบางส่วนของสหรัฐฯ เผชิญกับความชื้น มรสุม และน้ำท่วมฉับพลัน

ไขปริศนา ‘เอลนีโญ’ ทำไมบางประเทศร้อนเป็นไฟ บางประเทศจมน้ำท่วม

 

ในทางกลับกัน เมื่ออากาศร้อนชื้นลอยตัวขึ้นเหนือแปซิฟิกตะวันออกแล้ว มวลอากาศที่แห้งกว่าจะแผ่ขยายและจมตัวลงเหนือมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก ส่งผลให้การก่อตัวของเมฆฝนถูกกดทับ ประเทศในแถบเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงอินโดนีเซีย จึงเผชิญกับสภาวะแห้งแล้งอย่างรุนแรง เสี่ยงต่อภัยแล้งและการเกิดไฟป่า ยิ่งไปกว่านั้น เอลนีโญยังสร้างปรากฏการณ์เชื่อมโยงระยะไกล (Teleconnections) ผ่านคลื่นความร้อนในชั้นบรรยากาศโทรโพสเฟียร์ ทำให้ภูมิภาคซาเฮลในแอฟริกาแห้งแล้งขึ้น ขณะที่ยุโรปอาจเผชิญพายุฝนหนักในช่วงต้นฤดูหนาว

อย่างไรก็ตาม เอลนีโญไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยเดียวที่กำหนดสภาพอากาศในทุกๆ วัน แม้ภาพรวมในระดับภูมิภาคจะแห้งแล้ง แต่ระบบอากาศในระดับท้องถิ่นยังสามารถสร้างความสุดขั้วในทิศทางตรงกันข้ามได้ ตัวอย่างเช่นประเทศไทยและอินเดีย ซึ่งแม้จะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลความแห้งแล้งของเอลนีโญ แต่ในหลายพื้นที่ รวมถึงกรุงเทพมหานคร ก็ยังคงประสบกับฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลันจากปัจจัยมรสุมเฉพาะถิ่นได้เช่นกัน