'บีไอจี' เปิดศักยภาพโรงแยกอากาศ MAP โชว์นวัตกรรมผลิตก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ

'บีไอจี' เปิดศักยภาพโรงแยกอากาศ MAP โชว์นวัตกรรมผลิตก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ

บีไอจีเปิดศักยภาพโรงแยกอากาศ MAP โชว์นวัตกรรมผลิตก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ ตอกย้ำบทบาทโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของไทย

SHORT CUT

  • บีไอจีเปิดตัวโรงแยกอากาศ MAP ที่ร่วมทุนกับ ปตท. ซึ่งเป็นแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ใช้นวัตกรรมพลังงานความเย็นจากก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) มาผลิตก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ
  • โรงงาน MAP มีกำลังการผลิตก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำรวมกว่า 450,000 ตันต่อปี และสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 93,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
  • บีไอจีมีแผนขยายกำลังการผลิตด้วยโครงการ MAP2 ซึ่งจะเพิ่มกำลังการผลิตรวมเป็นเกือบ 900,000 ตันต่อปี เพื่อรองรับการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

บีไอจีเปิดศักยภาพโรงแยกอากาศ MAP โชว์นวัตกรรมผลิตก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ ตอกย้ำบทบาทโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของไทย

บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (บีไอจี) ผู้นำนวัตกรรมก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำของประเทศไทย เปิดศักยภาพโรงแยกอากาศ MAP (Map Ta Phut Air Separation Plant) จังหวัดระยอง ซึ่งดำเนินงานภายใต้บริษัทร่วมทุนระหว่างบีไอจีและ ปตท. และนับเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของภาคอุตสาหกรรมไทย โดยนำเทคโนโลยีการใช้พลังงานความเย็นจากก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) มาผลิตก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ เพื่อช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิต พร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำและการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

โรงแยกอากาศ MAP ถือเป็นโรงแยกอากาศแห่งแรกในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นำพลังงานความเย็นจากกระบวนการเปลี่ยนสถานะก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Regasification) มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในกระบวนการผลิตก๊าซอุตสาหกรรมรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ทั้งปิโตรเคมี เหล็ก อิเล็กทรอนิกส์ อาหารและเครื่องดื่ม การแพทย์และสาธารณสุข ตลอดจนอุตสาหกรรมใหม่ที่มีศักยภาพเติบโตสูง อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ดาต้าเซ็นเตอร์ และเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต ซึ่งโรงแยกอากาศ MAP นี้ เป็นความร่วมมือของบริษัทร่วมทุนระหว่างบีไอจี และ ปตท.

'บีไอจี' เปิดศักยภาพโรงแยกอากาศ MAP โชว์นวัตกรรมผลิตก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ

ปัจจุบัน MAP ได้เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ปี 2564 มีกำลังการผลิตก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ ได้แก่ ออกซิเจน ไนโตรเจน และอาร์กอน รวมกว่า 450,000 ตันต่อปี และสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 93,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี จากการนำพลังงานความเย็นที่เกิดขึ้นในกระบวนการเปลี่ยนสถานะ LNG กลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ

อรลา เจริญลาภ กรรมการผู้จัดการ บีไอจี

นางอรลา เจริญลาภ กรรมการผู้จัดการ บีไอจี กล่าวว่า “บีไอจีไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตและให้บริการก๊าซอุตสาหกรรม แต่เรามุ่งพัฒนานวัตกรรมและโซลูชันที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดการใช้พลังงาน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้แก่ลูกค้าในทุกภาคอุตสาหกรรม ภายใต้กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ Generating a Cleaner Future”

นอกจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานแล้ว บีไอจียังเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับการรับรองเครื่องหมาย Carbon Footprint of Product (CFP) สำหรับผลิตภัณฑ์ก๊าซอุตสาหกรรมหลัก 6 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ออกซิเจนเหลว ไนโตรเจนเหลว อาร์กอนเหลว ก๊าซออกซิเจน ก๊าซไนโตรเจน และไฮโดรเจน ซึ่งสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 50% เมื่อเทียบกับกระบวนการผลิตแบบทั่วไป

'บีไอจี' เปิดศักยภาพโรงแยกอากาศ MAP โชว์นวัตกรรมผลิตก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ

ขณะเดียวกัน บีไอจียังได้รับการรับรองเครื่องหมาย Carbon Footprint Reduction (CFR) เป็นครั้งแรกในประเทศไทยสำหรับผลิตภัณฑ์ก๊าซอุตสาหกรรม โดยผลิตภัณฑ์ไนโตรเจนเหลวและไฮโดรเจนได้รับการรับรองดังกล่าว สะท้อนผลสำเร็จจากการพัฒนากระบวนการผลิตและการบริหารจัดการพลังงานที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จริงตามหลักเกณฑ์ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.

นอกจากการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในปัจจุบันแล้ว บีไอจียังมุ่งพัฒนาศักยภาพการผลิตเพื่อรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมในอนาคต ผ่านแผนการขยายกำลังการผลิตของโรงแยกอากาศแห่งใหม่ (MAP2) เพิ่มขึ้นซึ่งจะเพิ่มกำลังการผลิตรวมเป็นเกือบ 900,000 ตันต่อปี พร้อมศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมมากกว่า 186,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ซึ่งจะช่วยเสริมความมั่นคงด้านการจัดหาก๊าซอุตสาหกรรม เพิ่มศักยภาพการรองรับการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงของประเทศ

การได้รับการรับรองทั้ง CFP และ CFR สะท้อนความมุ่งมั่นของบีไอจีในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และกระบวนการดำเนินงานที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมสนับสนุนลูกค้าในการบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน ขณะเดียวกัน การลงทุนใน MAP และโครงการ MAP2 จะช่วยเสริมความมั่นคงด้านการจัดหาก๊าซอุตสาหกรรม รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง และสนับสนุนการพัฒนาเขต EEC เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคตคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

related