svasdssvasds

สงครามอิหร่านจะจบอย่างไร หากโลกขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียน

สงครามอิหร่านจะจบอย่างไร หากโลกขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียน

หากความขัดแย้งของสหรัฐฯ และชาติตะวันออกกลาง เกิดในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานลมหรือพลังงานแสงอาทิตย์ แทนที่จะเป็นน้ำมันและก๊าซ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะลดลงหรือไม่

SHORT CUT

  • การเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียนจะช่วยลดผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เนื่องจากโลกจะพึ่งพาน้ำมันน้อยลง ทำให้การคุกคามปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่านมีความสำคัญลดลงอย่างมาก
  • ภูมิรัฐศาสตร์ด้านพลังงานจะไม่หายไป แต่จะเปลี่ยนจากการแย่งชิงน้ำมันและเส้นทางขนส่ง ไปสู่การแข่งขันเพื่อควบคุมห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญที่ใช้ผลิตเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เช่น ลิเธียม โคบอลต์ และแร่หายาก
  • ทรัพยากรพลังงานหมุนเวียน เช่น แสงแดดและลม มีอยู่ทั่วโลกและเข้าถึงได้ง่ายกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลที่กระจุกตัวในบางพื้นที่ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงและสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับนานาประเทศมากขึ้น

หากความขัดแย้งของสหรัฐฯ และชาติตะวันออกกลาง เกิดในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานลมหรือพลังงานแสงอาทิตย์ แทนที่จะเป็นน้ำมันและก๊าซ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะลดลงหรือไม่

เป็นเวลากว่าศตวรรษแล้วที่เศรษฐกิจโลกต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มาจากประเทศผู้ผลิตเพียงไม่กี่รายในตะวันออกกลาง จุดยุทธศาสตร์สำคัญอย่าง 'ช่องแคบฮอร์มุซ' ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซปริมาณมากในแต่ละวัน จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง 

นั่นคือเหตุผลที่ความขัดแย้งในปัจจุบันระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ส่งผลกระทบอย่างรวดเร็วต่อตลาดโลก โดยเฉพาะเมื่ออิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ จนทำให้เกิดความตื่นตระหนกต่อราคาน้ำมันที่จะพุ่งสูงขึ้น เนื่องจากน้ำมันเป็นพื้นฐานของการขนส่ง การเกษตร และอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าแทบทุกประเภท

แต่จะเป็นอย่างไร หากน้ำมันเหล่านั้นถูกลดความสำคัญด้วย 'พลังงานหมุนเวียน'

หากโลกใบนี้ มีไฟฟ้าส่วนใหญ่ที่ผลิตจากพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ และแหล่งพลังงานคาร์บอนต่ำอื่นๆ การขนส่งทางถนนส่วนใหญ่จะใช้พลังงานไฟฟ้า ระบบทำความร้อนจะพึ่งพาแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่มีอยู่ในท้องถิ่น การยกระดับความขัดแย้งทางทหารหรือการปิดช่องแคบฮอร์มุซ จะยังส่งผลกระทบต่อโลกจนน่ากังวลหรือไม่

สงครามอิหร่านจะจบอย่างไร หากโลกขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียน

มีการคาดการณ์ว่า หากเป็นแบบนั้น ผลกระทบทางเศรษฐกิจมหภาคในระยะสั้นจะเบาลง การปิดช่องแคบฮอร์มุซจะยังมีความสำคัญ เพราะจะยังคงมีการซื้อขายน้ำมันในบางภาคส่วน แต่จะไม่ใช่ปัจจัยหลักของการใช้พลังงานในชีวิตประจำวัน ราคาน้ำมันจะต่ำลงเนื่องจากความต้องการลดลง และความไม่มั่นคงในอ่าวเปอร์เซียก็จะส่งผลกับภาวะเงินเฟ้อทั่วโลกน้อยลงด้วย

แม้จะมีสงครามที่รุนแรงเกิดขึ้น แต่การผลิตไฟฟ้าจะดำเนินต่อไป ผู้ที่มีรถยนต์ไฟฟ้าแทบจะไม่ได้รับผลกระทบ ค่าใช้จ่ายในครัวเรือนจะยังคงไม่เปลี่ยนแปลง อีกทั้งรัฐบาลทั่วโลกจะลดโอกาสเผชิญความเสี่ยงที่ความต้องการเชื้อเพลิงในประเทศจะเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันรวมถึงการเกิดภาวะเงินเฟ้อ

อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ได้หมายความว่าภูมิรัฐศาสตร์ด้านพลังงานจะหายไป มันแค่จะเปลี่ยนแปลงไปเท่านั้น

เนื่องจากระบบพลังงานหมุนเวียนต้องพึ่งพาแร่ธาตุสำคัญ เช่น ลิเธียม โคบอลต์ และธาตุหายาก ซึ่งเกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานการผลิตขั้นสูงเพื่อผลิตแผงโซลาร์เซลล์ กังหันลม และแบตเตอรี่ หมายความว่า 'จุดคอขวดใหม่' ก็อาจเกิดขึ้นในศูนย์กลางการแปรรูปแร่หรือโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ท่ามกลางการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์เพื่อแย่งชิงการเข้าถึงธาตุหายาก

สิ่งที่แตกต่างกันคือ แหล่งสำรองเชื้อเพลิงฟอสซิลกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่จำกัด บังคับให้การค้าทั่วโลกต้องมาบรรจบกันที่เส้นทางเดินเรือเพียงไม่กี่เส้นทาง เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ สุเอซ มะละกา

แต่ทรัพยากรหมุนเวียน อย่าง แสงแดดและลม เป็นสิ่งที่สามารถเข้าถึงได้อย่างกว้างขวาง ส่วนห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุที่ยังคงพึ่งพาผู้ผลิตเพียงไม่กี่ราย เช่น แรร์เอิร์ธจากจีน โคบอลต์จากคองโก และนิกเกิลจากอินโดนีเซีย แต่ก็ยังไม่ร้ายแรงจนกลายเป็นคอขวดเพียงจุดเดียว

อังกฤษเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว

ล่าสุด ผู้เชี่ยวชาญในสหราชอาณาจักรออกมาผลักดันให้รัฐบาลเร่งพัฒนาพลังงานหมุนเวียน เพื่อปกป้องผู้บริโภคจากความผันผวนของตลาดเชื้อเพลิงฟอสซิลที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะหลังเกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน 

โดยมีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า  วิกฤตพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลครั้งล่าสุด ซึ่งเกิดจากการรุกรานยูเครนของรัสเซีย ทำให้สหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรสูญเสียเงินไป 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐระหว่างปี 2022 ถึง 2025 ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น และก่อให้เกิดวิกฤตค่าครองชีพที่รุนแรง

ขณะที่การโจมตีอิหร่านโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งเริ่มต้นเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็ส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า นี่เป็นการตอกย้ำความจำเป็นที่สหราชอาณาจักรจะต้องยุติการพึ่งพาแหล่งพลังงานที่ไม่มั่นคงโดยเร็วที่สุด