svasdssvasds

ยอดจอง Motor Show 2026 ทุบสถิติ ยอดจองทะลุ 1.3 แสนคัน 'BYD อันดับ 1'

ยอดจอง Motor Show 2026 ทุบสถิติ ยอดจองทะลุ 1.3 แสนคัน 'BYD อันดับ 1'

Motor Show 2026 ยอดจองทุบสถิติ 132,951 คัน โต 71.8% BYD คว้าอันดับ 1 อานิสงส์น้ำมันแพงดันกระแสรถ EV พุ่ง ขณะที่ค่ายจีนแข่งขันเดือด

SHORT CUT

  • ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากสงครามตะวันออกกลาง เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้ผู้บริโภคเปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ EV และ HEV ส่งผลให้ยอดจองรวมในงาน Motor Show 2026 ทะลุ 1.32 แสนคัน เติบโตถึง 71.8%
  • แม้ BYD จะคว้าอันดับ 1 ไปได้ด้วยรุ่นคุ้มค่าอย่าง ATTO 3 และ DOLPHIN แต่แบรนด์จำเป็นต้องวางโครงสร้างราคาที่ยั่งยืนและเคารพลูกค้าเก่า เลิกพึ่งพาสงครามราคาเพื่อรักษาความเชื่อมั่นในระยะยาว
  • ตลาดรถยนต์ไทยในยุคนี้ไม่มีการผูกขาดอีกต่อไป แบรนด์จีนหลายค่ายทำยอดได้ทะลุหมื่นคันและเกิดการแข่งขันกันเองสูงมาก ในขณะเดียวกัน แบรนด์รถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นก็กำลังปรับตัวอย่างหนักเพื่อตอบโต้และแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดกลับคืนมา

Motor Show 2026 ยอดจองทุบสถิติ 132,951 คัน โต 71.8% BYD คว้าอันดับ 1 อานิสงส์น้ำมันแพงดันกระแสรถ EV พุ่ง ขณะที่ค่ายจีนแข่งขันเดือด

Bangkok International Motor Show 2026 ปิดฉากลงด้วยการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ กวาดยอดจองรถยนต์ตลอด 14 วัน (23 มี.ค. – 5 เม.ย. 2569) รวมทั้งสิ้น 132,951 คัน พุ่งสูงขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 71.8%

ปัจจัยหลักที่ดันยอดจองให้ทะยานสูงเป็นประวัติการณ์ มาจากวิกฤตราคาน้ำมันที่ปรับตัวแพงขึ้นเกือบ 2 เท่าจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง

ส่งผลให้ผู้บริโภคเร่งตัดสินใจหันมาพึ่งพารถยนต์พลังงานทางเลือก ทั้งรถไฟฟ้า 100% (BEV), ไฮบริด (HEV) และปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) อย่างล้นหลาม

CREDIT : Grandprix Online

สรุปยอดจอง Motor Show 2026 อัปเดตล่าสุด

1.BYD  18,057คัน

2.TOYOTA  15,750 คัน

3.OMODA & JAECOO 15,088 คัน

4.MG  10,537 คัน

5.CHANGAN (DEEPAL NEVO)  8,573 คัน

6.GEELY  7,811 คัน

7.CHERY  7,509 คัน

8.GWM  6,819 คัน

9.GAC (AION HYPTEC)  6,287 คัน

10.HONDA  5,907 คัน

11.MAZDA  4,889 คัน

12.MITSUBISHI  4,178 คัน

13.ISUZU  3,568 คัน

14.RIDDARA  2,569 คัน

15.ZEEKR  2,339 คัน

16.MERCEDES-BENZ  2,111 คัน

17.XPENG  2,089 คัน

18.NISSAN  1,608 คัน

19.AVATR  1,435 คัน

20.BMW  1,001 คัน

21.FORD  813 คัน

22.DENZA  703 คัน

23.HYUNDAI  650 คัน

24.FARIZON  603 คัน

25.FORTHING  520 คัน

26.KIA  511 คัน

27.MINI  422 คัน

28.VOLVO  306 คัน

29.SUZUKI  305 คัน

30.MAXUS  294 คัน

31.LEXUS  141 คัน

32.PORSCHE  112 คัน

33.AUDI  76 คัน

34.FIREFLY  48 คัน

35.MASERATI  12 คัน

36.JEEP  9 คัน

37.ASTON MARTIN  2 คัน

38.ROLLS-ROYCE  2 คัน

BYD ยึดเบอร์ 1 ท่ามกลางสมรภูมิแบรนด์จีนที่ร้อนระอุ สำหรับค่ายรถยนต์ที่ทำยอดจองสูงสุด 5 อันดับแรก นำโดยกลุ่มแบรนด์จีนที่เข้ามาเขย่าตลาดอย่างหนัก

CREDIT : Grandprix Online

เมื่อเจาะลึกยอดจองของกลุ่ม BYD และ DENZA ที่กวาดยอดรวมไปได้ 18,057 คัน พบว่ารุ่นที่กวาดยอดจองไปได้มากที่สุดกลับเป็นรุ่นเรือธงยอดฮิตที่ทำตลาดมานานอย่าง BYD ATTO 3 (19.7%) และ DOLPHIN (18.0%) ตามมาด้วยรถ PHEV อย่าง SEALION 6 DM-i (13.3%)

ปรากฏการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่า เมื่อนำเรื่องความคุ้มค่าของราคามาหักลบกับต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูง ผู้บริโภคก็พร้อมที่จะเปิดใจและกลับมาสนับสนุนแบรนด์

แม้ว่าก่อนหน้านี้ BYD จะเคยเผชิญกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักบนโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับนโยบายการหั่นราคา (Price War) ก็ตาม

ดาบสองคมของการลดราคา

บทพิสูจน์ความจริงใจของค่ายรถ แม้ตัวเลขยอดจองจะสะท้อนถึงความสำเร็จ แต่ผู้เชี่ยวชาญในวงการยานยนต์ต่างมองว่า นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่ BYD และแบรนด์รถยนต์จีนอื่นๆ ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

CREDIT : BYD

ความท้าทายต่อจากนี้คือ การตั้งราคาขายให้ 'สมเหตุสมผลและจริงใจ' ตั้งแต่วันแรกที่เปิดตัว หากแบรนด์ยังคงเลือกใช้แค่กลยุทธ์ราคาเพื่อห้ำหั่นคู่แข่งโดยละทิ้งการสร้างความเชื่อมั่น ยอดจองที่มากมายอาจกลายเป็นหอกที่กลับมาทิ่มแทงแบรนด์ในภายหลัง

CREDIT : BYD

เพราะในตลาดวันนี้ ผู้บริโภคมีทางเลือกมากมาย ทั้งกลุ่มแบรนด์จีนด้วยกันเองที่จัดกลุ่มพันธมิตรมาไล่บี้อย่างใกล้ชิด หรือแม้กระทั่งค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นที่กำลังเร่งสปีดปรับตัวเพื่อทวงคืนพื้นที่ในตลาด

CREDIT : Grandprix Online

related