
SHORT CUT
Motor Show 2026 ยอดจองทุบสถิติ 132,951 คัน โต 71.8% BYD คว้าอันดับ 1 อานิสงส์น้ำมันแพงดันกระแสรถ EV พุ่ง ขณะที่ค่ายจีนแข่งขันเดือด
Bangkok International Motor Show 2026 ปิดฉากลงด้วยการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ กวาดยอดจองรถยนต์ตลอด 14 วัน (23 มี.ค. – 5 เม.ย. 2569) รวมทั้งสิ้น 132,951 คัน พุ่งสูงขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 71.8%
ปัจจัยหลักที่ดันยอดจองให้ทะยานสูงเป็นประวัติการณ์ มาจากวิกฤตราคาน้ำมันที่ปรับตัวแพงขึ้นเกือบ 2 เท่าจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง
ส่งผลให้ผู้บริโภคเร่งตัดสินใจหันมาพึ่งพารถยนต์พลังงานทางเลือก ทั้งรถไฟฟ้า 100% (BEV), ไฮบริด (HEV) และปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) อย่างล้นหลาม
1.BYD 18,057คัน
2.TOYOTA 15,750 คัน
3.OMODA & JAECOO 15,088 คัน
4.MG 10,537 คัน
5.CHANGAN (DEEPAL NEVO) 8,573 คัน
6.GEELY 7,811 คัน
7.CHERY 7,509 คัน
8.GWM 6,819 คัน
9.GAC (AION HYPTEC) 6,287 คัน
10.HONDA 5,907 คัน
11.MAZDA 4,889 คัน
12.MITSUBISHI 4,178 คัน
13.ISUZU 3,568 คัน
14.RIDDARA 2,569 คัน
15.ZEEKR 2,339 คัน
16.MERCEDES-BENZ 2,111 คัน
17.XPENG 2,089 คัน
18.NISSAN 1,608 คัน
19.AVATR 1,435 คัน
20.BMW 1,001 คัน
21.FORD 813 คัน
22.DENZA 703 คัน
23.HYUNDAI 650 คัน
24.FARIZON 603 คัน
25.FORTHING 520 คัน
26.KIA 511 คัน
27.MINI 422 คัน
28.VOLVO 306 คัน
29.SUZUKI 305 คัน
30.MAXUS 294 คัน
31.LEXUS 141 คัน
32.PORSCHE 112 คัน
33.AUDI 76 คัน
34.FIREFLY 48 คัน
35.MASERATI 12 คัน
36.JEEP 9 คัน
37.ASTON MARTIN 2 คัน
38.ROLLS-ROYCE 2 คัน
BYD ยึดเบอร์ 1 ท่ามกลางสมรภูมิแบรนด์จีนที่ร้อนระอุ สำหรับค่ายรถยนต์ที่ทำยอดจองสูงสุด 5 อันดับแรก นำโดยกลุ่มแบรนด์จีนที่เข้ามาเขย่าตลาดอย่างหนัก
เมื่อเจาะลึกยอดจองของกลุ่ม BYD และ DENZA ที่กวาดยอดรวมไปได้ 18,057 คัน พบว่ารุ่นที่กวาดยอดจองไปได้มากที่สุดกลับเป็นรุ่นเรือธงยอดฮิตที่ทำตลาดมานานอย่าง BYD ATTO 3 (19.7%) และ DOLPHIN (18.0%) ตามมาด้วยรถ PHEV อย่าง SEALION 6 DM-i (13.3%)
ปรากฏการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่า เมื่อนำเรื่องความคุ้มค่าของราคามาหักลบกับต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูง ผู้บริโภคก็พร้อมที่จะเปิดใจและกลับมาสนับสนุนแบรนด์
แม้ว่าก่อนหน้านี้ BYD จะเคยเผชิญกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักบนโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับนโยบายการหั่นราคา (Price War) ก็ตาม
บทพิสูจน์ความจริงใจของค่ายรถ แม้ตัวเลขยอดจองจะสะท้อนถึงความสำเร็จ แต่ผู้เชี่ยวชาญในวงการยานยนต์ต่างมองว่า นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่ BYD และแบรนด์รถยนต์จีนอื่นๆ ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
ความท้าทายต่อจากนี้คือ การตั้งราคาขายให้ 'สมเหตุสมผลและจริงใจ' ตั้งแต่วันแรกที่เปิดตัว หากแบรนด์ยังคงเลือกใช้แค่กลยุทธ์ราคาเพื่อห้ำหั่นคู่แข่งโดยละทิ้งการสร้างความเชื่อมั่น ยอดจองที่มากมายอาจกลายเป็นหอกที่กลับมาทิ่มแทงแบรนด์ในภายหลัง
เพราะในตลาดวันนี้ ผู้บริโภคมีทางเลือกมากมาย ทั้งกลุ่มแบรนด์จีนด้วยกันเองที่จัดกลุ่มพันธมิตรมาไล่บี้อย่างใกล้ชิด หรือแม้กระทั่งค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นที่กำลังเร่งสปีดปรับตัวเพื่อทวงคืนพื้นที่ในตลาด