
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ลุยพลังงานสะอาดต่อ บูมโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริด 3 เขื่อนหลัก เสริมความมั่นคงไฟฟ้า
ประเทศไทยกำลังเร่งเดินหน้าสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานครั้งสำคัญ โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล เสริมความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมขับเคลื่อนประเทศสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน
หนึ่งในหน่วยงานหลักที่มีบทบาทสำคัญคือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่เดินหน้าพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำ หรือ Hydro-Floating Solar อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน พร้อมยกระดับเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าประเทศ
ล่าสุด กฟผ. เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริดใน 3 เขื่อนหลัก ได้แก่ เขื่อนภูมิพล จ.ตาก เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี โดยในระยะแรกมีกำลังผลิตรวม 348 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนลงทุนระยะ 5 ปีของ กฟผ. เพื่อผลักดันเป้าหมายการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ลอยน้ำของประเทศ
โครงการนำร่องจะเริ่มที่เขื่อนภูมิพล ชุดที่ 1 ขนาดกำลังผลิตตามสัญญา 158 เมกะวัตต์ ใช้งบลงทุนราว 4,091 ล้านบาท โดย กฟผ. เตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ก่อนยื่นขอใบอนุญาตผลิตไฟฟ้า เพื่อให้สามารถเดินหน้าก่อสร้างได้ทันทีเมื่อได้รับการอนุมัติ
จุดเด่นของโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริด คือการผสานข้อดีของพลังงานแสงอาทิตย์และพลังน้ำเข้าด้วยกัน ช่วงที่มีแสงแดด ระบบจะผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์พร้อมกักเก็บน้ำไว้ในเขื่อน ส่วนในช่วงที่แสงแดดไม่เพียงพอหรือเวลากลางคืน จะสลับมาใช้พลังน้ำผลิตไฟฟ้า ทำให้สามารถบริหารจัดการพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและช่วยเพิ่มเสถียรภาพให้กับระบบไฟฟ้า
นอกจากนี้ การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนผิวน้ำยังช่วยลดความร้อนของแผง ทำให้ผลิตไฟฟ้าได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันยังใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิมของเขื่อน เช่น ระบบสายส่งและสถานีไฟฟ้า ช่วยลดต้นทุนการลงทุน อีกทั้งการออกแบบยังคำนึงถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศ ด้วยการเว้นช่องว่างระหว่างแผงให้แสงและออกซิเจนลงสู่ผิวน้ำได้ตามธรรมชาติ
เมื่อโครงการทั้ง 3 เขื่อนในระยะแรกแล้วเสร็จ คาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 800,000 ตันต่อปี ขณะที่ผลการดำเนินงานของโครงการนำร่องที่เขื่อนสิรินธรและเขื่อนอุบลรัตน์ที่ผ่านมา ยังสะท้อนว่าเทคโนโลยีดังกล่าวสามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างมีเสถียรภาพ และไม่พบผลกระทบต่อระบบนิเวศทางน้ำอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาดแล้ว กฟผ. ยังเดินหน้าสร้างความรู้ความเข้าใจด้านพลังงานหมุนเวียนให้กับสังคมอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้เข้าร่วมเป็นวิทยากรในกิจกรรมอบรมเครือข่าย ‘ห้องเรียนสีเขียว’ สำหรับครูและผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22–24 เมษายน 2569 ที่จังหวัดนครปฐม
ภายในกิจกรรม กฟผ. ถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ตั้งแต่หลักการทำงาน การออกแบบและติดตั้งระบบให้เหมาะสมกับอาคารเรียน ไปจนถึงแนวทางบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของสถานศึกษา พร้อมส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
เวทีดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้ครูและผู้บริหารในเครือข่ายห้องเรียนสีเขียวแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการจัดการเรียนการสอนเกี่ยวกับพลังงานและสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับสถานศึกษาให้เป็นต้นแบบด้านการใช้พลังงานอย่างยั่งยืน และร่วมสร้างความตระหนักรู้ด้านพลังงานสะอาดให้กับเยาวชนไทยในอนาคต