
SHORT CUT
เปิดมุมมองฮอนด้าต่อวิกฤตยานยนต์ไทย วอนรัฐทบทวนภาษีนำเข้าสู้ EV จีน ขอเวลายืดเกณฑ์สรรพสามิต HEV ใหม่ หวั่นรถราคาพุ่ง ชี้ไทยยังไร้ระบบจัดการแบตเตอรี่
ท่ามกลางสมรภูมิอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่กำลังร้อนระอุ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ได้ส่งสัญญาณสำคัญถึงภาครัฐและทิศทางของตลาด ผ่านมุมมองของ โคจิ อิวานามิ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ ในงานเปิดตัว Honda Super-One EV ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายและข้อจำกัดที่ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นกำลังเผชิญหน้า
ประเด็นแรกที่ฮอนด้าเน้นย้ำคือ 'ความเท่าเทียมในการแข่งขัน' ปัจจุบันรถยนต์นำเข้าจากญี่ปุ่น ยุโรป และสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับกำแพงภาษีนำเข้าสูงถึง '80%' ในขณะที่รถยนต์ EV/REEV จากบางประเทศได้รับสิทธิประโยชน์ภาษีนำเข้า 0%
ฮอนด้า ไม่ได้เรียกร้อง 'ภาษี 0%' แต่ขอให้รัฐพิจารณาปรับลดอัตราภาษีให้ทัดเทียมกันมากขึ้น หากมีการปลดล็อกเรื่องนี้ ผู้บริโภคชาวไทยจะมีโอกาสได้ใช้รถยนต์รุ่นยอดนิยมจากญี่ปุ่นในราคาที่คุ้มค่า เช่น Honda Freed, Honda Jazz รวมถึง StepWGN
สาเหตุที่ฮอนด้าต้องพึ่งพากลยุทธ์การนำเข้ารถยนต์แบบ CBU ในบางโมเดล เป็นเพราะโรงงานผลิตที่จังหวัดปราจีนบุรี ปัจจุบันมีกำลังการผลิตใกล้เต็มเพดานที่ 110,000 คันต่อปี สำหรับรองรับการผลิต 6 โมเดลหลักที่ส่งขายในประเทศและส่งออกกว่า 70 ประเทศทั่วโลก
ฮอนด้าได้ผนึกกำลังกับค่ายรถญี่ปุ่นอีก 5 แบรนด์ ภายใต้หอการค้าญี่ปุ่น (JCC) เพื่อเจรจากับรัฐบาลไทยใน 8 ประเด็นหลัก โดยเรื่องที่เร่งด่วนที่สุดคือ ภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฮบริด (HEV)
รัฐบาลมีเงื่อนไขให้ผู้ผลิตต้องใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในไทยมากขึ้นเพื่อแลกกับส่วนลดภาษี ฮอนด้ายืนยันว่าพร้อมปฏิบัติตาม แต่ขอให้พิจารณา 'กรอบเวลา' ให้สอดคล้องกับรอบการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่
หากบังคับใช้เกณฑ์ใหม่ทันที จะมีรถฮอนด้าถึง 4 โมเดลที่ไม่สามารถปรับตัวได้ทัน และต้องถูกขยับฐานภาษีขั้นบันไดขึ้น (จาก 6% เป็น 8% และ 10% ในปีต่อๆ ไป)
ผลลัพธ์คือ 'ราคารถยนต์ไฮบริดจะพุ่งสูงขึ้น' ซึ่งจะเป็นการผลักภาระให้ผู้บริโภคโดยตรง ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาสัดส่วนหนี้ครัวเรือนที่สูงลิ่ว
การผนึกกำลังสู้ต้นทุนจีน และความท้าทายเรื่องจัดการแบตเตอรี่ ในด้านการแข่งขันกับรถยนต์จากจีน ฮอนด้ายอมรับว่าค่ายรถจีนสามารถทำต้นทุนได้ต่ำกว่าจากการแชร์พื้นฐานวัสดุร่วมกัน ซึ่งขณะนี้แบรนด์รถยนต์ญี่ปุ่นได้ตระหนักถึงปัญหานี้และเริ่มประกาศความร่วมมือในการพัฒนารถยนต์ร่วมกันเพื่อลดต้นทุนแล้ว
นอกจากนี้ ฮอนด้ายังได้ชี้ให้เห็นถึงช่องโหว่ของโครงสร้างพื้นฐานรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ในไทยว่า ปัจจุบันไทยยังไม่มีระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ (Eco System) อย่างครบวงจร
หากไม่มีเทคโนโลยีมารองรับการรีไซเคิลแบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพอย่างถูกต้อง 'รถยนต์ไฟฟ้าก็อาจจะยังไม่ใช่รถที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง' ต่างจากระบบไฮบริดที่ฮอนด้ามีกระบวนการส่งแบตเตอรี่กลับไปจัดการที่โรงงานอย่างเป็นระบบ
เดินหน้าลงทุน ไร้แผนปลดคน แม้จะมีความท้าทายรอบด้าน แต่ฮอนด้าย้ำชัดเจนว่า 'ไม่มีแผนลดจำนวนพนักงานในไทย' และกำลังเดินหน้ายกระดับโรงงานสู่ Smart Factory ด้วยการนำ AI เข้ามาช่วยบริหารจัดการ พร้อมเตรียมอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนกว่า 12,000 ล้านบาท
เพื่อเพิ่มสายการผลิตจาก 6 โมเดล เป็น 8 โมเดล (คาดว่าเป็น HONDA AVANCIER และ B-Segment รุ่นใหม่) โดยตั้งเป้าดันกำลังการผลิตสูงสุดเป็น 150,000 คันต่อปี ภายในปี 2029 และตั้งเป้ายอดขายในไทยปี 2569 ไว้ที่ 76,000 คัน