
SHORT CUT
'พลังงานไทย' ต้องพร้อมรับคลื่นลงทุน AI-ดาต้าเซ็นเตอร์ ABB ชี้เพิ่มกำลังผลิตอย่างเดียวไม่พอ ต้องเร่งอัปเกรดระบบเดิมให้เสถียร-ยืดหยุ่น-รองรับความต้องการไฟฟ้าที่พุ่งขึ้น
ความมั่นคงด้านพลังงาน คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ธุรกิจใช้ตัดสินใจว่าจะเข้ามาลงทุนในประเทศหรือไม่ โดยเฉพาะประเทศไทยที่กำลังเร่งดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ ในยุคที่ AI และดาต้าเซ็นเตอร์กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว เพราะสำหรับอุตสาหกรรมเหล่านี้ ‘น้ำต้องไหล ไฟต้องมา’ และที่สำคัญต้องมีไฟฟ้าที่เสถียร เพียงพอ แข่งขันได้ และสะอาด
คำถามจึงไม่ใช่แค่ประเทศไทยจะผลิตไฟฟ้าได้มากพอหรือไม่ แต่คือระบบพลังงานไทยพร้อมแค่ไหนที่จะรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และต้องเร่งทำอะไรเพื่อไม่ให้พลังงานกลายเป็นคอขวดของการลงทุน
ข้อมูลจาก เอบีบี (ABB) และงานวิจัยที่จัดทำร่วมกับ Verdantix ชี้ว่า การเติบโตของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ดาต้าเซ็นเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และการผลิตมูลค่าสูง กำลังผลักดันความต้องการใช้พลังงานที่มั่นคง ยืดหยุ่น และสะอาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนของไทยในปี 2568 พุ่งแตะ 1.88 ล้านล้านบาท ทำให้การเตรียมโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานกลายเป็นโจทย์เร่งด่วน
โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ที่ไม่ได้ต้องการเพียงพื้นที่และระบบดิจิทัล แต่ต้องการไฟฟ้าปริมาณมากและมีความต่อเนื่องสูง รวมถึงน้ำสำหรับระบบหล่อเย็น ทำให้การวางแผนด้านไฟฟ้า น้ำ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลต้องเดินไปพร้อมกัน
สัญญาณดังกล่าวเริ่มเห็นชัดในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ซึ่งกำลังเร่งยกระดับระบบส่งไฟฟ้าและหม้อแปลงเพื่อรองรับการลงทุนใหม่ โดยกระทรวงพลังงานอนุมัติการลงทุนเร่งด่วนเพื่อเพิ่มจุดจ่ายไฟและหม้อแปลงรวมกว่า 1,150 เมกะวัตต์ รองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ ขณะเดียวกัน ไทยกำลังจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ หรือ PDP เพื่อเสริมความมั่นคงและเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน
Anders Maltesen ประธานฝ่าย Energy Industries ประจำภูมิภาคเอเชีย บริษัท ABB มองว่า การเติบโตของภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะต่อไปต้องเดินหน้า 2 เรื่องพร้อมกัน คือการขยายกำลังการผลิตพลังงาน และการเสริมความแข็งแกร่งให้โครงสร้างพื้นฐานเดิมที่กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะ AI โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การใช้ไฟฟ้า และการผลิตขั้นสูง กำลังเปลี่ยนรูปแบบความต้องการพลังงานของประเทศ
แต่โจทย์สำคัญอาจไม่ได้อยู่ที่การสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เพียงอย่างเดียว เพราะการเพิ่มกำลังผลิตต้องใช้เวลาและเงินลงทุนสูง ขณะที่อุปกรณ์สำคัญอย่าง Gas Turbine ยังมีระยะเวลารอคอยหลายปีจากความต้องการทั่วโลกที่เพิ่มขึ้น
ABB จึงมองว่า ‘การขยายระบบใหม่’ ต้องทำควบคู่กับ ‘การยกระดับระบบเดิม’ โดยนำ Automation, AI และ Data Analytics เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพโรงไฟฟ้าและภาคอุตสาหกรรมที่มีอยู่แล้ว ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มกำลังการจ่ายไฟ ลดความสูญเสีย และลดความเสี่ยงจากการหยุดระบบโดยไม่ต้องเริ่มต้นลงทุนใหม่ทั้งหมด
ตัวอย่างในภาคตะวันออกของไทย การเพิ่มประสิทธิภาพระบบส่งไฟฟ้าใน 3 พื้นที่สามารถเพิ่มกำลังการจ่ายไฟได้ถึง 550 เมกะวัตต์ สะท้อนว่า การรีดประสิทธิภาพจากโครงสร้างพื้นฐานเดิมสามารถช่วยตอบโจทย์ความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นได้ ในช่วงที่โครงการใหม่ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา
ขณะที่งานวิจัยของ ABB พบว่า 79% ของผู้ตอบแบบสำรวจมองว่า การเพิ่มประสิทธิภาพระบบ Process Automation ที่มีอยู่ จะมีผลต่อการลดการปล่อยคาร์บอนจากการดำเนินงานมากที่สุดในช่วง 5 ปีข้างหน้า จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการผลิตไฟฟ้าให้มากขึ้น แต่เป็นการใช้พลังงานทุกหน่วยให้เกิดประโยชน์สูงสุด
แนวทางดังกล่าวสะท้อนผ่านเทคโนโลยี ‘Automation Extended’ ของ ABB ซึ่งเปิดทางให้ภาคอุตสาหกรรมค่อยๆ นำ AI ระบบวิเคราะห์ข้อมูล และเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาทำงานร่วมกับระบบควบคุมเดิม โดยไม่จำเป็นต้องรื้อระบบทั้งหมดหรือหยุดการผลิตครั้งใหญ่
ในไทย ABB มีตัวอย่างการใช้งานกับ IRPC โดยซอฟต์แวร์ช่วยปรับปรุงกระบวนการผลิตไอน้ำและไฟฟ้า ลดความผันผวนของแรงดันได้สูงสุด 50% ขณะที่ Mitr Phol Group นำเทคโนโลยีระบบควบคุมอัตโนมัติและดิจิทัลมาใช้สนับสนุนโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล
ทั้งหมดสะท้อนว่า ความมั่นคงทางพลังงานในยุค AI ไม่ได้มีคำตอบเดียว ไม่ว่าจะเป็นการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ การเพิ่มประสิทธิภาพระบบเดิม การกักเก็บพลังงาน การเชื่อมต่อพลังงานหมุนเวียน หรือการใช้ AI บริหารจัดการระบบ ทุกส่วนต้องถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกัน
ประเทศไทยจึงต้องบริหาร ‘สามโจทย์’ ไปพร้อมกัน คือ ราคาพลังงานที่แข่งขันได้ ความมั่นคงและความน่าเชื่อถือของระบบ และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม เพราะหากขาดด้านใดด้านหนึ่ง ต้นทุนจะย้อนกลับไปกระทบความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ท้ายที่สุด ในวันที่ AI กำลังเปลี่ยนจากเทคโนโลยีแห่งอนาคตมาเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจ ไฟฟ้าจึงไม่ใช่แค่สาธารณูปโภคอีกต่อไป แต่กลายเป็น ‘เงื่อนไขของการลงทุน’ ประเทศที่มีไฟพร้อม ระบบพร้อม และพลังงานพร้อม ย่อมมีโอกาสคว้าเม็ดเงินลงทุนก้อนใหม่ก่อนใคร แต่หากพลังงานกลายเป็นคอขวด ต่อให้มีที่ดิน มีสิทธิประโยชน์ และมีนักลงทุนรออยู่หน้าประตู โอกาสนั้นก็อาจเดินผ่านประเทศไทยไปอย่างน่าเสียดาย