
SHORT CUT
ทั่วโลกเริ่มเบรกสร้าง Data Center จากปัญหาแย่งพลังงานและน้ำ แต่ไทยกลับเดินหน้าเต็มสูบดึงทุนยักษ์ใหญ่ โอกาสเศรษฐกิจดิจิทัลที่มาพร้อมความท้าทายด้านทรัพยากร
แม้ Data Center จะถูกยกย่องให้เป็นหัวใจสำคัญแห่งยุคดิจิทัล แต่ในหลายประเทศเริ่มมองเห็นผลกระทบที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง
ประเทศสหรัฐอเมริกา รัฐนิวยอร์กเป็นรัฐแรกที่สั่งระงับการก่อสร้าง Data Center ที่ใช้ไฟเกิน 50 MW เป็นเวลา 1 ปี เพื่อประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม
ขณะที่เมืองมอนเทอเรย์พาร์ก (แคลิฟอร์เนีย) ประชาชนโหวตแบนการสร้าง Data Center ถาวรไปเมื่อกลางปี 2026 ที่ผ่านมา
ประเทศสิงคโปร์ อดีตศูนย์กลาง Data Center เบอร์ต้นของอาเซียน ที่ประกาศใช้มาตรการระงับการก่อสร้าง ตั้งแต่ปี 2019 เพื่อควบคุมไม่ให้การขยายตัวกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
แม้ปัจจุบันจะกลับมาเปิดรับอีกครั้ง แต่ผู้ประกอบการต้องส่งแผนยุทธศาสตร์ด้านความยั่งยืนที่เข้มงวด และต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าโครงการเหล่านั้นสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้จริง เนื่องจากรัฐบาลต้องชั่งน้ำหนักว่าที่ดินอันจำกัดควรนำไปสร้างสิ่งใดจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด
นายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบานีส กล่าวว่า ออสเตรเลียจะจัดตั้งสำนักงาน AI ของรัฐบาลเพื่อบริหารจัดการการพัฒนามาตรฐานปัญญาประดิษฐ์
อัลบานีสกล่าวว่า 'สำนักงาน AI' แห่งใหม่ภายในกระทรวงนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี จะกำหนดมาตรฐานทั่วไป รวมถึงกฎระเบียบสำหรับศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งครอบคลุมถึงสถานที่ตั้ง การใช้พลังงานและน้ำ โดยจะมีร่างกฎหมายออกมาในช่วงต้นปีหน้า
ข้ามมาที่ทวีปยุโรป ประเทศไอร์แลนด์ ซึ่งเป็นฮับ Data Center ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง ก็เคยเผชิญวิกฤตจนต้องระงับการเชื่อมต่อไฟฟ้าสำหรับศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่รอบกรุงดับลินตั้งแต่ปี 2021
สาเหตุหลักมาจากการที่ Data Center สูบพลังงานไฟฟ้าไปถึงเกือบ 25% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศ จนเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตไฟดับ (Rolling Blackouts)
ซึ่งแม้จะมีการยกเลิกการแบนในช่วงปลายปี 2025 แต่ก็แลกมาด้วยเงื่อนไขสุดหิน เช่น ผู้สร้างต้องมีระบบผลิตไฟฟ้าหรือแบตเตอรี่สำรองของตัวเอง และไฟฟ้า 80% ต้องมาจากพลังงานหมุนเวียน
ในทำนองเดียวกัน ประเทศเนเธอร์แลนด์ ก็เคยมีคำสั่งระงับการสร้างเพื่อลดภาระสายส่งไฟฟ้าในประเทศเช่นกัน
เพราะ Data Center ยุคใหม่ไม่ใช่แค่ที่เก็บข้อมูล แต่ต้องใช้ชิปประมวลผลที่กินไฟมหาศาลและปล่อยความร้อนสูงมาก นี่คือเหตุผลว่าทำไมมูลค่าการลงทุนถึงพุ่งกระฉูด และทำไมเรื่อง 'พลังงานและน้ำ' ถึงวิกฤตกว่ายุคก่อนหน้า
ในขณะที่หลายประเทศกำลังชะลอเพื่อทบทวนทิศทาง ประเทศไทยกลับเดินหน้าดึงดูดการลงทุนอย่างเต็มกำลัง
ข้อมูลอัปเดตล่าสุด ณ เดือนมีนาคม 2026 ระบุว่า ประเทศไทยมี Data Center รวมทั้งสิ้น 60 แห่ง ก้าวขึ้นเป็นอันดับที่ 4 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (รองจากอินโดนีเซีย 185 แห่ง, มาเลเซีย 109 แห่ง และสิงคโปร์ 65 แห่ง) โดยพื้นที่ส่วนใหญ่มักกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพมหานครและเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
ปรากฏการณ์คลื่นการลงทุน ที่ถาโถมเข้าไทยนั้นชัดเจนมาก ข้อมูลจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ชี้ว่า เฉพาะปี 2025 เพียงปีเดียว มีการอนุมัติโครงการ Data Center สะสมถึง 36 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 728,000 ล้านบาท ส่งผลให้ไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารองรับสูงถึง 2.87 GW ซึ่งมากกว่าอินโดนีเซียถึง 3.7 เท่า
และเมื่อเปิดปี 2026 BOI ก็ได้อนุมัติเพิ่มอีก 7 โครงการ มูลค่า 96,900 ล้านบาท โดยมีชลบุรีและระยองเป็นพื้นที่ทำเลทองจากการได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในนโยบาย EEC
สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ทำให้บริษัท Big Tech ต้องการกระจายความเสี่ยงออกจากพื้นที่ขัดแย้ง ประเทศไทยซึ่งวางตัวเป็นกลาง และมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี จึงกลายเป็น 'หลุมหลบภัย' และฐานที่มั่นทางเทคโนโลยีที่ปลอดภัยสำหรับทั้งทุนตะวันตกและทุนจีน
การเติบโตแบบก้าวกระโดดนี้ ขับเคลื่อนโดยผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลก (Hyperscalers) และกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ในประเทศ
อย่างไรก็ตาม บิ๊กเทคอย่าง Google, Microsoft, AWS มีพันธสัญญาเรื่อง Net Zero และ RE100 (ใช้พลังงานหมุนเวียน 100%) ไทยจะดึงดูดทุนเหล่านี้ได้ ไม่ใช่แค่มีไฟพอ แต่ต้องเป็น 'พลังงานสะอาด' ด้วย
รัฐบาลไทยกำลังเร่งทำกลไก UGT (Utility Green Tariff) หรือไฟฟ้าสีเขียว เพื่อตอบโจทย์นี้ หากไทยเตรียมไม่ทัน อาจแพ้คู่แข่งได้
การผลักดันไทยสู่ Digital Hub คือเหรียญสองด้าน แม้ประเทศจะได้รับเม็ดเงินลงทุนมหาศาลและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย แต่ก็ซ่อน 'ต้นทุนแฝง' ที่อาจกระทบวิถีชีวิตคนไทย รัฐและเอกชนจึงต้องเร่งแก้โจทย์ใหญ่ด้านทรัพยากร
ไม่ว่าจะเป็น วิกฤตพลังงานและน้ำ การใช้ไฟฟ้ามหาศาลตลอด 24 ชั่วโมงอาจดันให้ค่าไฟแพงขึ้น รวมถึงความเสี่ยงที่จะแย่งน้ำจากภาคเกษตรกรในพื้นที่ EEC เพื่อนำมาหล่อเย็นระบบ
อีกทั้งต้องคำนึงถึงผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมและการจ้างงาน การปล่อยน้ำร้อนทิ้งอาจทำลายระบบนิเวศ ในขณะที่อุตสาหกรรมนี้ไม่ได้ช่วยสร้างการจ้างงานหรือกระจายรายได้สู่ชุมชนมากนัก เพราะเน้นใช้ระบบอัตโนมัติ
ล่าสุด รัฐบาลไทยได้เตรียมร่างกฎระเบียบใหม่เพื่อกำกับดูแล Data Center แบบบูรณาการ โดยเตรียมตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลเรื่องใบอนุญาตและการประเมินผลกระทบโดยเฉพาะ
สาเหตุสำคัญมาจากปัญหาในพื้นที่ EEC ที่ผู้ประกอบการกว้านทำสัญญาสำรองน้ำซ้ำซ้อนกับหลายหน่วยงาน เพื่อการันตีว่าจะมีน้ำหล่อเย็นเพียงพอ จนตัวเลขความต้องการน้ำพุ่งสูงเกินจริงและกระทบต่อการบริหารจัดการทรัพยากรระดับชาติ กฎใหม่นี้จะบังคับใช้ทั้งกับศูนย์ข้อมูลเดิม (ตรวจเข้มเรื่องน้ำ ความร้อน เสียง) และโครงการใหม่ที่จะต้องเจอเกณฑ์ประเมินที่รัดกุมขึ้น
นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมแผน 'Zoning' โดยพิจารณากระจายพื้นที่ตั้ง Data Center ออกจาก EEC เพื่อลดการแย่งชิงทรัพยากรน้ำกับภาคเกษตรและครัวเรือน โดยเล็งพื้นที่อย่าง เหมืองแม่เมาะ จ.ลำปาง ซึ่งมีแหล่งน้ำขนาดใหญ่และโครงสร้างพื้นฐานรองรับอยู่แล้ว พร้อมแผนลงทุนโครงข่ายไฟเบอร์ออปติกความเร็วสูงเพิ่มเติม
ท้ายที่สุด ชัยชนะที่ยั่งยืนในสมรภูมิ Data Center ไม่ใช่แค่การดึงดูดทุนยักษ์ใหญ่สำเร็จ แต่คือการสร้างสมดุลระหว่าง 'ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ' และ 'การปกป้องสิ่งแวดล้อม' ไปพร้อมๆกัน