
การเติบโตของ Data Centre ในมาเลเซีย กำลังเผชิญแรงกดดันจากชุมชน หลังการใช้น้ำ-ไฟฟ้าพุ่งสูง คาดการณ์ว่าบางแห่งอาจใช้น้ำสูงวันละ 50 ล้านลิตร เทียบเท่ากับสระว่ายน้ำโอลิมปิก 20 สระ
การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบคลาวด์ กำลังทำให้ "มาเลเซีย" กลายเป็นศูนย์กลาง Data Centre ที่เติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในพื้นที่รัฐยะโฮร์ (Johor) ที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนมหาศาลจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Google, Microsoft, AWS และ Nvidia
อย่างไรก็ตาม ความทะเยอทะยานในการเป็น "ฮับดิจิทัลแห่งเอเชีย" ของมาเลเซีย กำลังเดินมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ รายงานจากสำนักข่าว Reuters ระบุว่า การมาของ Data Centre เริ่มสร้างความกังวลให้แก่ชุมชนท้องถิ่น เนื่องจากเกรงว่าการขยายตัวของ Data Centre จะเข้าแย่งชิงทรัพยากรน้ำและไฟฟ้า จนส่งผลกระทบต่อการอุปโภคบริโภคของภาคประชาชนและอุตสาหกรรมอื่น ๆ ของประเทศ
จุดเริ่มต้นของปรากฎการณ์นี้ เกิดขึ้นหลังจากที่สิงคโปร์ ได้สั่งระงับการอนุมัติ Data Centre รายใหม่เป็นการชั่วคราว เนื่องจากข้อจำกัดเรื่องพื้นที่และพลังงาน ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนมูลค่ากว่า 35,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.2 ล้านล้านบาท) ทะลักข้ามพรมแดนเข้าสู่ รัฐยะโฮร์ ทางตอนใต้ของมาเลเซียอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเป็นพื้นที่ติดพรมแดนสิงคโปร์ มีค่าเช่าที่ดินและค่าไฟต่ำกว่า และใช้ระบบสายเคเบิลใต้น้ำร่วมกับสิงคโปร์ได้อย่างสะดวก
รายงานระบุว่า ระบบระบายความร้อน (Cooling Systems) ของ Data Centre โดยเฉพาะศูนย์ประมวลผลสำหรับ AI จำเป็นต้องใช้น้ำและไฟฟ้าตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ซึ่งตัวเลขสถิติจากรัฐบาลและรายงานสภามาเลเซียสะท้อนให้เห็นความตึงตัวของทรัพยากรอย่างน่าตกใจ
ความตึงเครียดถึงจุดสุกงอมในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 เมื่อชาวบ้านในเมืองอิสกันดาร์ ปูเตอรี (Iskandar Puteri) รัฐยะโฮร์ รวมตัว "ประท้วง" โครงการสร้าง Data Centre ขนาด 300 เมกะวัตต์ของบริษัท ZDATA ซึ่งนับเป็นการประท้วงต่อต้าน Data Centre ครั้งแรกในประวัติศาสตร์มาเลเซีย เนื่องจากชาวบ้านต้องเผชิญกับปัญหาน้ำประปาไหลอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด แม้โครงการจะยังไม่ได้เปิดใช้งานอย่างเต็มรูปแบบก็ตาม
และด้วยแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้รัฐบาลและหน่วยงานกำกับดูแลของมาเลเซียต้องเริ่มยกระดับ ด้วยการปรับทิศทางนโยบายและยกระดับเกณฑ์อนุมัติโครงการอย่างเข้มงวด โดยมีมาตรการสำคัญดังนี้
ชะลอหรือปฏิเสธการอนุมัติ Data Center แบบทั่วไป (Non-AI Data Centre) และหันมาให้ความสำคัญเฉพาะโครงการที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง หรือโครงการประมวลผล AI ที่สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจสูงเท่านั้น
บังคับใช้เกณฑ์การวัดประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Power Usage Effectiveness - PUE) และประสิทธิภาพการใช้น้ำ (Water Usage Effectiveness - WUE) ที่เข้มงวด หากผู้พัฒนาโครงการไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีระบบจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่า จะไม่ได้รับอนุมัติให้ดำเนินโครงการ
พิจารณาปรับเพิ่มอัตราค่าไฟและค่าน้ำสำหรับอุตสาหกรรม Data Centre เพื่อบีบให้ผู้ประกอบการหันมาลงทุนในเทคโนโลยีการระบายความร้อนด้วยของเหลว (Liquid Cooling) ที่ประหยัดน้ำมากกว่า รวมถึงการบังคับให้หาแหล่งพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) มาใช้เอง
การร้องเรียนเรื่องจากชาวบ้านเรื่องฝุ่นละอองจากสถานที่ก่อสร้าง จนไปกระตุ้นให้บริษัทพัฒนาที่ดิน Tropicana Firstwide จัดบริการล้างรถฟรี 2 แห่งสำหรับผู้อยู่อาศัย
และอีกปัญหาหนึ่งที่คงแก้ไม่ได้คือทิวทัศน์ที่หายไป
“ฉันเลือกซื้อบ้านที่นี่เพราะความเขียวขจีและเนินเขาด้านหลังบ้าน แต่ตอนนี้ที่ดินถูกปรับให้ราบเรียบเพื่อสร้างศูนย์ข้อมูลแล้ว” ชาวบ้านคนหนึ่งในอิสกันดาร์ ปูเตอรีกล่าว
ที่มาข้อมูล