
SHORT CUT
ประเทศไทยนำโดย TGO เดินหน้าดัน 2 กลยุทธ์ใหญ่ ลดต้นทุนคาร์บอน – ขยายตลาดคาร์บอนเครดิต ชวนทุกภาคส่วนร่วมลดโลกร้อน
ท่ามกลางความท้าทายเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO เดินหน้าผลักดันการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ด้วย 2 กลยุทธ์สำคัญ ที่มุ่งทั้งการลดต้นทุนให้ภาคธุรกิจ และการขยายตลาดคาร์บอนเครดิตให้เติบโตมากขึ้น
กลยุทธ์แรกคือ การลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจก เพื่อจูงใจให้ภาคธุรกิจและองค์กรต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการลดคาร์บอนมากขึ้น ผ่านโครงการ T-VER ซึ่งเป็นมาตรฐานโครงการลดก๊าซเรือนกระจกของไทย โดย TGO ได้พัฒนาแคมเปญ “VVB ติดดาว” เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบและทวนสอบโครงการ จากเดิมที่มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 15,000–20,000 บาทต่อคน-วัน เหลือไม่เกิน 10,000 บาทต่อคน-วัน ช่วยลดต้นทุนให้ผู้พัฒนาโครงการได้หลายล้านบาทต่อปี
นอกจากนี้ยังเปิดตัวแคมเปญ “VB SAVE+” ที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านที่ปรึกษาและการทวนสอบคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร โดยลดค่าบริการลงราว 40–60% ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดภาระของผู้ประกอบการได้ ไม่น้อยกว่า 50–70 ล้านบาทต่อปี โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยที่ยังสามารถรับการสนับสนุนเพิ่มเติมจาก สสว. ได้อีกด้วย
ขณะเดียวกัน TGO ยังผลักดัน กลยุทธ์ที่สอง คือการสร้างความเข้มแข็งให้ตลาดคาร์บอนเครดิตของไทย เพื่อรองรับความต้องการซื้อขายคาร์บอนในอนาคต โดยมีการพัฒนา แอปพลิเคชัน Net Zero Man ที่ช่วยให้ประชาชนสามารถคำนวณการปล่อยคาร์บอนจากกิจกรรมในชีวิตประจำวัน และสามารถซื้อคาร์บอนเครดิตมาชดเชยการปล่อยของตนเองได้ ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ที่เป็น Carbon Neutral Man แล้ว 1,568 คน และ Net Zero Man 9 คน
นอกจากนี้ TGO ยังร่วมมือกับสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อยกระดับ คาร์บอนเครดิตให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่สามารถซื้อขายได้จริงในตลาดการเงิน โดยมีแผนพัฒนา Carbon Credit Tokenization นำคาร์บอนเครดิตมาแปลงเป็นโทเคนดิจิทัลเพื่อซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งจะช่วยเพิ่มความโปร่งใสและขยายโอกาสของตลาดคาร์บอนในประเทศไทย
ทั้งนี้ TGO กำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 20 ของการดำเนินงาน โดยยังคงมุ่งผลักดันการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ สังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society) และสนับสนุนเป้าหมายสำคัญของประเทศในการบรรลุ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050