
SHORT CUT
เมื่อโลกเข้าสู่ภาวะล้มละลายทางน้ำ และ UN เตือนว่าความมั่นคงเรื่องน้ำกำลังจะหมดไป เทศกาลสงกรานต์ปีนี้เรายังควรสาดน้ำแบบเดิมอยู่ไหม? ชวนส่องวิกฤตโลก
เทศกาลสงกรานต์ วันขึ้นปีใหม่ไทย ประเพณีที่หลายคนเฝ้ารอ เพื่อให้ได้เล่นน้ำสนุกสาน เพื่อให้ได้กลับไปหาครอบครัว เพื่อให้ได้มีเวลากับคนที่รักในวันหยุดยาว
เมื่อพูดถึงเทศกาลนี้ ‘น้ำ’ เป็นส่วนประกอบหลักของเทศกาลอย่างแจ่มชัด แต่ท่ามกลางที่ทั่วโลกกังวลเรื่องภัยแล้ง เราจึงอยากตั้งคำถามว่า เรามีน้ำพอเล่นจริง ๆ เหรอ ท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศและการเตือนอันร้อนแรงของ UN รวมถึง การรณรงค์ประหยัดน้ำยังจำเป็นอยู่ไหม?
ปีนี้รายงานจาก UN และหน่วยงานวิจัยระดับโลกเริ่มใช้คำที่แรงกว่าคำว่าวิกฤต คือคำว่า ‘Global Water Bankruptcy’ (ภาวะล้มละลายทางน้ำ) เพื่อเตือนว่าเราไม่ได้แค่เผชิญกับภาวะน้ำน้อยชั่วคราวเหมือนปีก่อนๆ แต่มันคือการที่เราใช้ทรัพยากรน้ำเกินขีดจำกัดที่ธรรมชาติจะฟื้นฟูได้ทัน
ดร. คาเวห์ มาดานี จากมหาวิทยาลัยสหประชาชาติ อธิบายให้เห็นภาพว่า ความเชื่อที่ว่า "เดี๋ยวฝนตก น้ำก็เต็มเขื่อน" มันอาจใช้ไม่ได้อีกต่อไป เพราะระบบกักเก็บน้ำตามธรรมชาติพังและเสียหายไปมาก จนแหล่งน้ำหลายแห่งสูญเสียความสามารถในการกักเก็บน้ำไปอย่างถาวร เราต้องยอมรับความจริงที่น่ากลัวว่า ยุคสมัยที่น้ำมีให้ใช้สอยอย่างเหลือเฟือตามธรรมชาตินั้นอาจจะจบลงแล้ว จากนี้ไป ความมั่นคงเรื่องน้ำที่เราเคยคุ้นชินจะไม่ใช่เรื่องปกติอีกต่อไป แต่กลายเป็นสิ่งที่เราต้องบริหารจัดการอย่างประหยัดและระมัดระวังที่สุดเพื่อให้อยู่รอด
โลกกำลังบอกเราว่าน้ำไม่ใช่ทรัพยากรที่งอกใหม่ได้ทันใจ และเรากำลังใช้ทรัพยากรเกินตัวจนระบบธรรมชาติเริ่มล่มสลาย
ตัดภาพมาที่ประเทศไทย ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาเริ่มส่งสัญญาณเตือนเรื่องสภาวะ เอลนีโญ (El Niño) ที่ลากยาว ซึ่งหมายถึงปริมาณฝนที่น้อยกว่าค่าปกติและอากาศที่ร้อนจัดทะลุสถิติ เมื่อฝนไม่มาตามนัด น้ำในเขื่อนหลักจึงเปรียบเสมือนเงินออมก้อนสุดท้ายที่เหลืออยู่ในกระเป๋า หากน้ำลดระดับลงเรื่อยๆ จนถึงจุดวิกฤต สิ่งที่จะตามมาไม่ใช่แค่ไม่มีน้ำเล่นสงกรานต์ แต่คือความสุ่มเสี่ยงต่อการมีน้ำกินน้ำใช้ไปจนถึงสิ้นปี โดยเฉพาะผลกระทบที่จะเกิดหนักกับอาชีพใช้น้ำทำการเกษตร
ถ้าเปรียบน้ำในเขื่อนเป็นเงินออมก้อนสุดท้ายก่อนเงินเดือนใหม่ (ฤดูฝน) จะออก สงกรานต์ก็คงเหมือนปาร์ตี้วันเกิดที่เราอยากจัดให้เต็มที่ เรามีสิทธิ์จะจัดปาร์ตี้ไหม? แน่นอน เรามีสิทธิ์ แต่ถ้าเราใช้เงินปาร์ตี้จนเกลี้ยงบัญชีเพียงเพราะคิดว่า ‘เดี๋ยวเงินเดือนก็ออก’ โดยไม่เผื่อใจว่าถ้าเงินเดือนออกช้ากว่ากำหนดล่ะ? นั่นคือความเสี่ยงที่เราต้องแบกรับร่วมกัน
หลายคนอาจคิดว่า "ก็น้ำประปามันยังไหลอยู่ จะกังวลไปทำไม" แต่ความจริงที่อยู่คนละบรรทัดคือ ก๊อกน้ำหน้าบ้านเราเชื่อมต่อกับชะตากรรมของคนทั้งประเทศ
การตั้งคำถามว่า "น้ำพอไหม" จึงไม่ได้หมายถึงการชวนให้เลิกเล่นสงกรานต์ แต่เป็นการชวนให้เราเล่นแบบคนที่มีแผน เล่นแต่พอดี คือสนุกได้แต่ต้องรู้ว่าควรเล่นในปริมาณเท่าไหร่ น้ำที่สาดแล้วจะกลับลงคลองไปทำการเกษตรต่อได้ไหมนะ เราจะเล่นยังไงให้คุ้มที่สุด? และจะสนุกไปพร้อมกับความรับผิดชอบต่อสถานการณ์ภัยแล้งที่กำลังเป็นข่าวอยู่ได้ไหม?
ถ้าลองนึกภาพเล่นสงกรานต์ไทยสมัยใหม่เมื่อเทียบกับสมัยก่อน เราไม่ได้มีน้ำจำนวนมหาศาลอย่างในอดีตอีกแล้ว และในสมัยนั้น คนเล่นน้ำกันเพียงหยิบมือ บ้างใช้ปะพรม ไม่ถึงกับเหมารถน้ำมาฉีดใส่กัน หรือสูบน้ำจากบ่อมาใช้เรื่อย ๆ
สุดท้ายแล้ว เราแค่ชวนให้ขบคิด จะทำอย่างไรเทศกาลจึงจะสนุกต่อไปได้ โดยที่เราไม่ต้องห่วงเรื่องน้ำในอนาคต น้ำอาจจะมีพอให้เราเล่นสงกรานต์ปีนี้จนจบ 3 วัน แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ หลังจากเสียงเพลงสงกรานต์จบลง เราจะเหลือความมั่นคงในก๊อกน้ำไปอีกนานแค่ไหน?
คุณล่ะ คิดเห็นอย่างไร?
ที่มา: UN และ กรมอุตุนิยมวิทยา