
SHORT CUT
สงกรานต์ควรเป็นเทศกาลแห่งความสุข แต่สำหรับคนจำนวนไม่น้อย มันกลับกลายเป็นช่วงเวลาแห่งการล่วงละเมิดทางเพศ และวัฒนธรรมโทษเหยื่อที่ยังฝังลึกในสังคมไทย
ทุกปีเมื่อเทศกาลสงกรานต์มาถึง ภาพจำของคนจำนวนมากมักเต็มไปด้วยความสนุก เสียงหัวเราะ น้ำเย็นๆ ที่สาดใส่กันกลางถนน การกลับบ้านไปหาครอบครัว และบรรยากาศของการเริ่มต้นปีใหม่แบบไทยที่ดูสดใสมีชีวิตชีวา แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความจริงที่สังคมไทยต้องยอมรับก็คือ สำหรับคนจำนวนไม่น้อย สงกรานต์ไม่ใช่เทศกาลแห่งความสบายใจเสมอไป ตรงกันข้าม มันอาจเป็นช่วงเวลาที่ต้องเผชิญกับความหวาดระแวง ความอึดอัด และการคุกคามทางเพศที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแทบกลายเป็นเรื่องคุ้นชินในสังคมไทย
ปัญหาของเรื่องนี้คือ การคุกคามทางเพศในช่วงสงกรานต์มักถูกมองว่าเป็นเรื่องเล็ก หรือถูกทำให้ดูเหมือนเป็นเรื่องปกติของเทศกาล ทั้งที่ความจริงไม่ควรเป็นแบบนั้นเลย
.
สิ่งที่ทำให้ปัญหานี้น่ากังวลยิ่งขึ้น คือการที่สงกรานต์กลายเป็นพื้นที่ซึ่ง “ขอบเขต” ถูกทำให้พร่าเลือนลงอย่างมาก ในชีวิตประจำวัน เราต่างรู้กันว่าการเข้าใกล้ตัวคนแปลกหน้า การจับแขน จับไหล่ หรือสัมผัสร่างกายของใครโดยพลการเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม แต่พอเข้าสู่บรรยากาศของสงกรานต์ เส้นแบ่งเหล่านั้นกลับถูกทำให้คลุมเครือ บางคนใช้ข้ออ้างว่าเป็นการเล่น เป็นความสนุก เป็นธรรมเนียม หรือเป็นเรื่องปกติของการประแป้ง ทั้งที่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงอาจไม่ใช่การละเล่น แต่คือการฉวยโอกาสใช้เทศกาลเป็นฉากบังหน้าให้การล่วงละเมิดดูเหมือนไม่ร้ายแรงนัก
อีกเรื่องที่น่ากังวคือ ‘ค่านิยมแบบโทษเหยื่อ’ ที่ยังฝังอยู่ในสังคมไทย หลายครั้งเมื่อเกิดเหตุคุกคามทางเพศขึ้น คำถามแรกที่ผู้คนจำนวนไม่น้อยโยนใส่เหยื่อกลับไม่ใช่ “ใครเป็นคนทำ” แต่เป็น “แต่งตัวยังไง” หรือ “ไปอยู่ตรงนั้นทำไม” ทัศนคติแบบนี้ทำให้ความรับผิดชอบถูกเบนจากผู้ก่อเหตุไปตกอยู่ที่ผู้ถูกกระทำ ราวกับว่าการแต่งกายหรือการออกไปเล่นน้ำสามารถถูกใช้เป็นเหตุผลรองรับการละเมิดได้
แต่ในความเป็นจริง ไม่ว่าคนคนหนึ่งจะแต่งตัวแบบไหน ก็ไม่ใช่การเปิดโอกาสให้ใครมาสัมผัสร่างกาย ลวนลาม หรือคุกคามได้ การโทษเหยื่อไม่เพียงซ้ำเติมคนที่ถูกกระทำ แต่ยังทำให้สังคมมองข้ามต้นตอของปัญหา นั่นคือพฤติกรรมของผู้ละเมิดเอง และเมื่อสังคมยังตั้งคำถามกับเหยื่อมากกว่าตั้งคำถามกับผู้ก่อเหตุ วัฒนธรรมที่ทำให้การคุกคามทางเพศถูกมองเป็นเรื่องเล็กก็ยิ่งดำรงอยู่ต่อไป
นักจิตวิทยาสังคมมองว่า พฤติกรรมคุกคามหรืออนาจารในที่สาธารณะช่วงสงกรานต์ไม่ได้เกิดจากเหตุผลเดียว แต่เป็นผลจากหลายปัจจัยที่ทำงานร่วมกัน หนึ่งในนั้นคือภาวะที่เรียกว่า Deindividuation หรือภาวะที่คนรู้สึกว่าตัวเอง “ละลายหายไป” ในหมู่คนจำนวนมาก เมื่ออยู่ในฝูงชนที่แน่นขนัด บางคนจะรู้สึกว่าตนเองไม่โดดเด่น ไม่ถูกจับตา และยากต่อการถูกระบุตัว ความรู้สึกเช่นนี้อาจลดความยับยั้งชั่งใจลง และทำให้บางคนกล้าทำสิ่งที่ปกติรู้ดีว่าไม่ถูกต้อง ทั้งในทางกฎหมายและศีลธรรม เพราะเชื่อว่าตัวเองมีโอกาสหลบเลี่ยงความรับผิดได้
อีกปัจจัยสำคัญคือแรงกดดันและอิทธิพลจากกลุ่มเพื่อน เพราะหลายเหตุการณ์ไม่ได้เกิดจากการลงมือเพียงลำพัง แต่เกิดขึ้นในวงเพื่อนที่คอยเชียร์ คอยยุ หรือสร้างบรรยากาศให้การกระทำผิดดูเป็นเรื่องสนุกหรือท้าทาย บางคนจึงตัดสินใจทำไปเพื่อเรียกเสียงหัวเราะ เอาใจเพื่อน หรือแสดงความกล้าในสายตาคนรอบตัว เมื่อมีคนหนึ่งเริ่ม คนอื่นในกลุ่มก็อาจทำตามต่ออย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นพฤติกรรมแบบ “พลังฝูงชน” ที่ยิ่งทำให้การยับยั้งชั่งใจลดลง และเปิดทางให้การกระทำที่ไม่เหมาะสมเกิดขึ้นง่ายกว่าเดิม
อีกปัจจัยที่มองข้ามไม่ได้คือ แอลกอฮอล์ เพราะการดื่มสามารถลดความยับยั้งชั่งใจ ทำให้การตัดสินใจแย่ลง และเพิ่มโอกาสเกิดพฤติกรรมหุนหันหรือก้าวร้าวได้ สถาบัน NIAAA ของสหรัฐอธิบายว่าแอลกอฮอล์ทำให้การยับยั้งและวิจารณญาณลดลง จนนำไปสู่การตัดสินใจเสี่ยงและพฤติกรรมก้าวร้าวมากขึ้น ขณะที่องค์การอนามัยโลกก็ชี้ว่า การดื่มอย่างเป็นอันตรายเป็นปัจจัยสำคัญที่เชื่อมโยงกับความรุนแรงและอันตรายในสังคม
เมื่อมองภาพรวมจะเห็นว่า สงกรานต์เป็นช่วงเวลาที่มีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างมารวมตัวกันพร้อมกัน ทั้งฝูงชนจำนวนมาก บรรยากาศที่ผู้คนออกมาเที่ยวเล่นเป็นกลุ่ม ความคึกคะนองจากแรงเชียร์ของเพื่อน รวมถึงการดื่มแอลกอฮอล์ที่ทำให้การยับยั้งชั่งใจลดลง เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกัน ก็ยิ่งเปิดช่องให้บางคนกล้าละเมิดเส้นขอบเขตของผู้อื่นได้ง่ายขึ้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนักที่ในทุกปี สงกรานต์มักจะมาพร้อมข่าวการคุกคามและล่วงละเมิดทางเพศอยู่เสมอ
ที่มา : บางกอก ไพรด์/ niaaa
ข่าวที่เกี่ยวข้อง