
งานวิจัยใหม่ชี้ 'ทารก' หากได้รับมลพิษทางอากาศตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ อาจเสี่ยงทำลายพัฒนาการสมองระยะยาว พูดช้า หากคลอดก่อนกำหนดอาจกระทบถึงการเคลื่อนไหว
‘อากาศที่เราหายใจเข้าไปทุกวัน หากไม่สะอาดมากพอ ก็อาจกำลังขโมยความสามารถในการสื่อสารของเด็กรุ่นใหม่ได้’ ผลงานวิจัยล่าสุดชี้ชัดว่า มลพิษทางอากาศไม่ไดส่งผลแค่เรื่องปอด แต่สามารถเข้าไปกัดเซาะสมองของทารกตั้งแต่วันแรกที่เริ่มก่อร่างสร้างตัวในท้องแม่
เรามาอยู่ในยุคที่ต้องเช็กค่าฝุ่นก่อนออกจากบ้าน ขนาดผู้ใหญ่ยังแย่ มีหรือเด็กเล็กจะรอด และที่ร้ายแรงกว่านั้นคือเด็กที่ยังไม่เกิดก็อาจจะแย่กว่า ข้อมูลล่าสุดจาก The Guardian ได้เปิดเผยผลการศึกษาที่น่ากังวลของมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง King’s Collage London ที่ถูกตีพิมพ์ในวารสาร The Journal of Physiology ซึ่งระบุว่า ทารกที่ได้รับมลพิษทางอากาศสูง โดยเฉพาะก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (pm10 และ pm2.5) ขณะอยู่ในท้องแม่ มีแนวโน้มที่จะมีพัฒนาการทางภาษาที่ล่าช้าอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเติบโตขึ้น
สิ่งที่ทีมวิจัยเน้นย้ำเป็นพิเศษคือช่วงเวลา ‘ไตรมาสแรก’ ของการตั้งครรภ์ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่สมองของทารกมีความเปราะบางที่สุดและมีการสร้างเซลล์ประสาทอย่างรวดเร็ว หากคุณแม่ตั้งครรภ์และอาศัยอยู่ในย่านที่อากาศไม่บริสุทธิ์ในช่วง 3 เดือนแรกนี้ มลพิษจะเข้าไปขัดขวางกระบวนการพัฒนาการของสมองซีกที่เกี่ยวกับทักษะทางภาษา
จากการติดตามผล เมื่อเด็กกลุ่มนี้มีอายุครบ 8 เดือน พบว่าคะแนนทักษะด้านการสื่อสารและการพูดลดต่ำลงกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 5 ถึง 7 จุด ตัวเลขนี้อาจดูเหมือนน้อยในเชิงสถิติ แต่ในความเป็นจริงของพัฒนาการเด็ก มันคือความต่างที่บ่งบอกว่าเด็กคนหนึ่งอาจจะเริ่มเรียก พ่อ-แม่ หรือแสดงความต้องการผ่านคำพูดได้ช้ากว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังความมั่นใจและการเรียนรู้ในช่วงวัยต่อมา
งานวิจัยยังเจาะลึกลงไปถึงกลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุด นั่นคือกลุ่มทารกที่คลอดก่อนกำหนด ข้อมูลชี้ชัดว่าทารกกลุ่มนี้ หากได้รับมลพิษในครรภ์สูง จะต้องเผชิญอุปสรรคที่หนักหนากว่าเด็กทั่วไป เพราะไม่ได้มีเพียงแค่ปัญหาเรื่องการพูดช้าเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงทักษะการเคลื่อนไหว ที่พัฒนาได้ไม่เต็มที่ โดยมีคำแนนต่ำกว่าเด็กปกติถึง 11 จุด
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า นี่คือสัญญาณเตือนภัยรุนแรง เพราะทารกที่คลอดก่อนกำหนดยังไม่มีกลไกในการป้องกันหรือขับสารพิษออกจากร่างกายได้ดีเท่าเด็กที่คลอดตามกำหนด มลพิษทางอากาศที่แม่สูดเข้าไปจึงเข้าถึงสมองของทารกได้โดยตรงและรุนแรงกว่า
อย่างไรก็ตาม ดร. อเล็กซานดรา บอนธอร์น ผู้เขียนงานวิจัยหลักกล่าวว่า “ในขั้นตอนนี้ ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าเด็กเหล่านี้จะตามทันเพื่อนร่วมวัยได้หรือไม่ วิธีเดียวที่จะรู้ได้คือต้องศึกษาพวกเขาต่อไปในวัยเด็กตอนโต อาจเป็นไปได้ว่าความแตกต่างด้านพัฒนาการส่งผลต่อการศึกษาและการประมวลผลข้อมูล แต่เราจะไม่รู้แน่ชัดจนกว่าจะมีการศึกษาเพิ่มเติมในอนาคต”
ไทโรน สก็อตต์ หัวหน้าฝ่ายรณรงค์ขององค์กร War on Want กล่าวว่า “งานวิจัยนี้ควรเป็นสัญญาณเตือน เพราะมลพิษทางอากาศไม่ใช่แค่ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเรื่องของความยุติธรรมและความเสมอภาคตั้งแต่เริ่มต้นชีวิต”
ในเมืองต่าง ๆ เช่น ลอนดอน ชุมชนชนชั้นแรงงานและชุมชนชายขอบส่วนใหญ่ถูกบังคับให้มาอาศัยอยู่ใกล้ถนนที่พลุกพล่านและอากาศเป็นพิษ นั่นหมายความว่าความเสียหายไม่ได้กระจายอย่างเท่าเทียม แต่กระจุกตัวอยู่กับผู้ที่เผชิญความเหลื่อมล้ำมากที่สุด
นักวิจัยที่ศึกษาเรื่องนี้เชื่อว่า การศึกษานี้แม้จะวัดผลกันในลอนดอน แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นครอบคลุมทั่วโลก
เนื่องจนากอุตสาหกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษจำนวนมากกได้ย้ายฐานการผลิตไปอยู่ในประเทศพัฒนาแล้ว ทำให้ประชาชนในประเทศมีรายได้ต่ำและปานกลางในซีกโลกใต้ต้องเผชิญกับการสัมผัสกับมลพิษมากที่สุด แต่แม้แต่ในประเทศที่ร่ำรวยกว่า ภาระดังกล่าวก็ยังตกอยู่กับผู้คนจากชุมชนที่ยากจนและกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ อย่างไม่สมส่วน
ที่มาข้อมูล