
SHORT CUT
โลกเดือดไม่หยุด! ล่าสุด ‘แคนาดา-ฝรั่งเศส’ เผชิญวิกฤตไฟป่าครั้งใหญ่ อพยพประชาชน-ควันพิษข้ามพรมแดน เดือดร้อนไปถึงสหรัฐ
ผลกระทบจากภาวะโลกเดือดกำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดทั้ง ‘แคนาดา’ และ ‘ฝรั่งเศส’ ต้องเผชิญไฟป่าครั้งใหญ่ในเวลาใกล้เคียงกัน โดยเหตุการณ์ดังกล่าวไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อผืนป่า แต่ยังลุกลามกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชน คุณภาพอากาศ และเศรษฐกิจในวงกว้าง
โดดยที่แคนาดา รัฐบาลเตรียมอพยพประชาชนราว 600 คนออกจากชุมชน ‘ฟอร์ตโฮป’ (Fort Hope) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัฐออนแทรีโอ หลังไฟป่าลุกลามเข้าใกล้พื้นที่ โดยกองทัพจะส่งเครื่องบินเข้าช่วยอพยพ เนื่องจากพื้นที่มีเส้นทางคมนาคมทางบกจำกัด
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติแคนาดา ระบุว่า ช่วงข้ามคืนพบไฟป่าเพิ่มอีก 69 จุด ส่งผลให้ทั่วประเทศมีไฟป่าสะสม 955 จุด และพื้นที่ถูกเผาทำลายเกือบ 28,500 ตารางกิโลเมตร
ผลกระทบยังลุกลามข้ามพรมแดน เมื่อควันไฟถูกกระแสลมพัดเข้าสหรัฐฯ ทำให้หลายรัฐ รวมถึงโอไฮโอ เพนซิลเวเนีย นิวเจอร์ซีย์ แมริแลนด์ และกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ต้องประกาศเตือนคุณภาพอากาศอยู่ในระดับ ‘ไม่ดีต่อสุขภาพ’ ขณะที่บางพื้นที่ของรัฐเพนซิลเวเนียมีคุณภาพอากาศอยู่ในระดับ ‘ไม่ดีต่อสุขภาพอย่างมาก’
ขณะที่อีกฟากของโลก ฝรั่งเศสกำลังเผชิญไฟป่ารุนแรงที่สุดในรอบกว่า 80 ปี ท่ามกลางคลื่นความร้อนและสภาพอากาศแห้งแล้ง โดย ‘ป่าฟงแตนโบล’ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงปารีส ถูกไฟเผาทำลายแล้วกว่า 12,500 ไร่ ส่งผลให้กลุ่มควันขนาดใหญ่ปกคลุมพื้นที่โดยรอบและพระราชวังฟงแตนโบล
เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับคดีวางเพลิงแล้ว 59 ราย โดยคดีที่สร้างความตกตะลึงที่สุดคือ หนึ่งในผู้ต้องสงสัยเป็นอาสาสมัครดับเพลิง ซึ่งรับสารภาพว่าใช้น้ำมันเบนซินและไฟแช็กจุดไฟจนเกิดไฟป่าลุกลาม ขณะที่ผู้ต้องสงสัยอีกรายยอมรับว่าทิ้งก้นบุหรี่จนเป็นชนวนของเหตุเพลิงไหม้
เหตุการณ์ในทั้งสองประเทศสะท้อนให้เห็นว่า ไฟป่าไม่ได้เป็นเพียงภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นเฉพาะพื้นที่อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นวิกฤตสิ่งแวดล้อมระดับโลก ที่ส่งผลกระทบตั้งแต่การอพยพประชาชน สุขภาพจากมลพิษทางอากาศ ไปจนถึงความเสียหายของทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศในระยะยาว