มนุษย์ถนัดในการส่งเสียงและเรียกร้อง แต่ลืมทักษะที่สำคัญที่สุดอย่างการ 'รับฟัง'

มนุษย์ถนัดในการส่งเสียงและเรียกร้อง แต่ลืมทักษะที่สำคัญที่สุดอย่างการ 'รับฟัง'

มนุษย์มักให้ความสำคัญกับการส่งเสียงของตนเอง จนหลงลืมทักษะการ "รับฟัง" เสียงจากธรรมชาติที่กำลังถูกมลภาวะทางเสียงในเมืองคุกคาม การไม่รับฟังเสียงของสรรพสัตว์ที่ค่อยๆ เงียบลง ทำให้เราพลาดสัญญาณเตือนถึงการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศและความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม

SHORT CUT

  • มนุษย์มักให้ความสำคัญกับการส่งเสียงของตนเอง จนหลงลืมทักษะการ "รับฟัง" เสียงจากธรรมชาติที่กำลังถูกมลภาวะทางเสียงในเมืองคุกคาม
  • การไม่รับฟังเสียงของสรรพสัตว์ที่ค่อยๆ เงียบลง ทำให้เราพลาดสัญญาณเตือนถึงการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศและความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม
  • การฝึกฝนทักษะการรับฟังอย่างตั้งใจอีกครั้ง จะช่วยให้มนุษย์เชื่อมโยงกับธรรมชาติได้ลึกซึ้งขึ้น และเป็นจุดเริ่มต้นของการปกป้องดูแลโลก

มนุษย์มักให้ความสำคัญกับการส่งเสียงของตนเอง จนหลงลืมทักษะการ "รับฟัง" เสียงจากธรรมชาติที่กำลังถูกมลภาวะทางเสียงในเมืองคุกคาม การไม่รับฟังเสียงของสรรพสัตว์ที่ค่อยๆ เงียบลง ทำให้เราพลาดสัญญาณเตือนถึงการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศและความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม

ภัยจากมลภาวะทางเสียงในเมืองใหญ่กำลังคุกคามระบบนิเวศ ทำให้เสียงสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติค่อยๆ เลือนหายไป SPRiNG KEEPER รายการที่บอกเล่าเรื่องของคนตัวเล็ก ที่พยายามเก็บโลกเอาไว้ เอพิโสดแรกชวน

มาเปิดใจฟังเสียงจากเพื่อนร่วมโลก ผ่านมุมมองของ มะเดี่ยว - วรพจน์ บุญความดี นักบันทึกเสียงธรรมชาติ เจ้าของแพลตฟอร์ม prisan.org

ความพิเศษของการได้ใส่หูฟังแล้วรับฟังเสียงธรรมชาติคือ ความรู้สึกเหมือนเรากำลังนั่งฟังวงออร์เคสตราที่ยิ่งใหญ่ซึ่งมีธรรมชาติเป็นวาทยากร คอยกำกับจังหวะโดยไม่ต้องเอ่ยปาก แต่ปล่อยให้ทุกสรรพสิ่งมีช่วงเวลาที่โดดเด่นของตัวเอง 

มนุษย์ถนัดในการส่งเสียงและเรียกร้อง แต่ลืมทักษะที่สำคัญที่สุดอย่างการ 'รับฟัง'

ที่สำคัญคือ การเปิดมุมมองที่ล้ำค่าให้มนุษย์เราได้ตระหนักอยู่เสมอว่า เราไม่ใช่ผู้ที่เก่งกาจและยืนอยู่บนโลกนี้ได้เพียงลำพัง 

เมื่อตั้งใจฟังเสียงจากธรรมชาติ เราจะรับรู้ถึงการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตอื่น และสังเกตเห็นสัญญาณของความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมรอบตัวได้ไวขึ้น

มนุษย์ถนัดในการส่งเสียงและเรียกร้อง แต่ลืมทักษะที่สำคัญที่สุดอย่างการ 'รับฟัง'

 

มะเดี่ยวชวนสังเกตถึงธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไป ผ่านเสียงของสรรพสัตว์ที่เริ่มเงียบลง สวนทางกับการดังขึ้นของเครื่องจักรและเครื่องยนต์ในเมืองใหญ่ 

นกในเมืองต้องปรับตัวด้วยการเปลี่ยนความถี่เสียงร้องให้สูงขึ้นเพื่อหนีเสียงรบกวน ซึ่งหมายถึงการเผาผลาญพลังงานที่มากขึ้นเพื่อความอยู่รอด หรือในบางพื้นที่ ไม่มีเสียงชีวิตเหลือรอดให้เราได้รับฟังกันอีกต่อไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบเชียบที่น่าสะพรึง

หลายครั้งที่กลับไปที่ที่เราเคยได้ยินเสียงแล้วประทับใจมากๆ กลับพบว่า มันเงียบลง ความเงียบนี้มันน่ากลัวจริงๆ เพราะมันบ่งบอกว่า พวกเขาไม่อยู่แล้ว

มนุษย์ถนัดในการส่งเสียงและเรียกร้อง แต่ลืมทักษะที่สำคัญที่สุดอย่างการ 'รับฟัง'

 

การหยุดความเงียบที่น่ากลัว อาจเริ่มต้นจากวิธีการง่ายๆ เพียงใช้เวลาระหว่างวันตั้งใจฟังเสียงจากรอบตัวจริงๆ เมื่อทำซ้ำๆ เราจะเริ่มสังเกตและเชื่อมโยงกับธรรมชาติได้ลึกซึ้งขึ้น เพราะเมื่อเราได้ยิน เราจะรู้สึกถึงการมีอยู่ และเมื่อเรารักสิ่งใด เราย่อมอยากปกป้องสิ่งนั้นไม่ให้สูญหายไป ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อดูแลโลกใบนี้ 

มนุษย์ถนัดในการส่งเสียงและเรียกร้อง แต่ลืมทักษะที่สำคัญที่สุดอย่างการ 'รับฟัง'

ธรรมชาตินั้นแสนถ่อมตัวและซื่อตรง รอคอยเพียงให้มนุษย์เข้าไปทำความเข้าใจ ก่อนที่วันหนึ่งโลกใบนี้จะเหลือเพียงเสียงอันวุ่นวายของเครื่องจักรกล กับความเงียบงันที่แสนน่ากลัว เพราะไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในธรรมชาติหลงเหลือมาบรรเลงดนตรีให้เราได้ฟังอีกต่อไป

ร่วมเปิดประสาทสัมผัส ฝึกทักษะการรับฟังที่มนุษย์หลงลืม และสัมผัสความสุนทรีย์ของออร์เคสตร้าแห่งธรรมชาติไปพร้อมกันใน SPRiNG KEEPER EP.1คนเก็บเสียงธรรมชาติ

 

related