
SHORT CUT
จุฬาฯ เผยวิจัยปลาหมอคางดำ ‘ไม่ใช่นักล่า’ ไม่พบพฤติกรรมก้าวร้าวต่อปลาพื้นเมือง ชี้จุดอ่อน โดน 'ปลากะพงขาว' ล่ากินตามธรรมชาติ
จากกระแสความกังวลเรื่องการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในประเทศไทยที่ยืดเยื้อมานาน ได้ทำให้คนไทยจำนวนมากมีมุมมองต่อปลาชนิดนี้ว่า เป็นสัตว์รุกรานที่กินปลาชนิดอื่นแบบไม่เลือก แพร่พันธุ์รวดเร็วเหมือนโรคระบาดจนเป็นภัยคุกคามต่อระบบนิเวศ และสร้างความรู้สึกแง่ลบที่ทำให้คนส่วนใหญ่เชื่อว่ามันเป็น ‘ปลามลพิษ’ ที่ไม่ควรบริโภค
ขณะที่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่ามุมมองดังกล่าวนั้น สวนทางกับข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ที่ระบุว่า ‘ปลาหมอคางดำไม่ใช่นักล่า เป็นสัตว์กินพืช และยังถูกปลาอื่นล่าได้ตามธรรมชาติ’
โดยผลการศึกษาด้านพันธุศาสตร์และพฤติกรรมวิทยา จากสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารสากล Aquaculture Reports ระบุข้อเท็จจริงของปลาหมอคางดำเอาไว้ 3 ประการ
1. ไม่ได้มีที่มาจากแหล่งเดียว
จากการตรวจวิเคราะห์ DNA ปลาหมอคางดำ 466 ตัวทั่วประเทศ พบความหลากหลายทางพันธุกรรมสูงถึง 19 รูปแบบ (Haplotype) และมีความเชื่อมโยงกับแหล่งพันธุกรรมในแอฟริกาตะวันตกมากกว่าหนึ่งแห่ง หมายความว่าว่าปลาหมอคางดำในไทยไม่ได้มาจากสมุทรสงครามเพียงแหล่งเดียว แต่สอดคล้องกับสมมติฐานการนำเข้าหลายครั้งจากหลายแหล่ง
2.ไม่ใช่ปลานักล่า
งานวิจัยของจุฬาฯ และรายงานทางเทคนิคขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ต่างยืนยันตรงกันว่า ปลาหมอคางดำไม่ใช่ ‘ปลานักล่า’ (Predatory Fish) แต่เป็นผู้บริโภคระดับต่ำ (Low Trophic Level) อ้างอิงจากผลการตรวจอาหารในกระเพาะพบว่ามากกว่า 80% เป็นสาหร่าย ไดอะตอม และซากพืชเน่าเปื่อยตามพื้นดิน
นอกจากนี้ การทดลองเลี้ยงร่วมกับปลาพื้นเมือง เช่น ปลากะเมาะ และปลาสลิดทะเลชวา ยังไม่พบพฤติกรรมก้าวร้าวหรือดุร้าย แต่ใช้วิธีรวมฝูงกัน ส่วนการลดลงของปลาพื้นเมืองในบริเวณที่มีปลาหมอคางดำ คาดว่าเกิดจาก ‘การแย่งชิงทรัพยากร’ เนื่องจากปลาหมอคางดำกินแพลงก์ตอนและเศษอินทรีย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงจนปลาอื่นขาดแคลนอาหาร
3. เป็นเหยื่อของนักล่าเหมือนกัน
งานวิจัยยังพบว่า ปลาหมอคางดำก็เป็นเหยื่อที่สามารถถูกควบคุมโดยผู้ล่าในธรรมชาติได้ โดยระหว่างการทดลองพบว่า ‘ปลากะพงขาว’ สามารถไล่ล่าและกินลูกปลาหมอคางดำเป็นอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในระดับสากล FAO ยังมองปลาหมอคางดำเป็น ‘แหล่งโปรตีนเพื่อความมั่นคงทางอาหาร’ เนื่องจากเนื้อปลาสด 100 กรัม สามารถให้โปรตีนได้สูงถึง 18.6–20.1% มีไขมันอิ่มตัวต่ำ และสะสมแคลเซียม ฟอสฟอรัส รวมถึงธาตุเหล็กสูง อีกทั้งการเป็นปลากินพืชทำให้เสี่ยงต่อการสะสมโลหะหนักน้อยกว่าปลานักล่าขนาดใหญ่ โดยปัจจุบันประเทศในแอฟริกาตะวันตกอย่างกานาและโกตดิวัวร์ก็มีการแปรรูปด้วยการรมควันและทำปลาแห้งจนกลายเป็นสินค้าเศรษฐกิจหลักของประเทศ
ผลวิจัยทั้งหมดชี้ให้เห็นว่า ทางออกในการแก้ปัญหาปลาหมอคางดำในประเทศไทย ควรปรับเปลี่ยนจากการหวาดกลัวมาเป็นการ ‘รุกด้วยนโยบายเศรษฐกิจ’ เช่น การส่งเสริมประมงพื้นบ้านจับขึ้นมาป้อนอุตสาหกรรม การนำไปแปรรูปเป็นลูกชิ้นปลาเกรดพรีเมียม อาหารสัตว์ หรือสกัดโปรตีน รวมทั้งการส่งเสริมการบริโภคในประเทศเพื่อเปลี่ยนวิกฤตการแพร่ระบาดให้กลายเป็นความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน