เปิดข้อเท็จจริง ‘ปลาหมอคางดำไม่ใช่นักล่า’ และถูกล่าโดยปลาชนิดอื่นได้

เปิดข้อเท็จจริง ‘ปลาหมอคางดำไม่ใช่นักล่า’ และถูกล่าโดยปลาชนิดอื่นได้

จุฬาฯ เผยวิจัยปลาหมอคางดำ ‘ไม่ใช่นักล่า’ ไม่พบพฤติกรรมก้าวร้าวต่อปลาพื้นเมือง ชี้จุดอ่อน โดน 'ปลากะพงขาว' ล่ากินตามธรรมชาติ

SHORT CUT

  • ผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าปลาหมอคางดำไม่ใช่ปลานักล่า โดยอาหารในกระเพาะกว่า 80% เป็นสาหร่ายและซากพืช
  • ปลาหมอคางดำสามารถตกเป็นเหยื่อของปลาชนิดอื่นในระบบนิเวศได้ โดยงานวิจัยพบว่าปลากะพงขาวสามารถล่ากินเป็นอาหาร
  • การลดลงของปลาพื้นเมืองในแหล่งที่พบปลาหมอคางดำ เกิดจากการแย่งชิงทรัพยากรอาหาร ไม่ใช่พฤติกรรมการล่าเหยื่อ

จุฬาฯ เผยวิจัยปลาหมอคางดำ ‘ไม่ใช่นักล่า’ ไม่พบพฤติกรรมก้าวร้าวต่อปลาพื้นเมือง ชี้จุดอ่อน โดน 'ปลากะพงขาว' ล่ากินตามธรรมชาติ

จากกระแสความกังวลเรื่องการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในประเทศไทยที่ยืดเยื้อมานาน ได้ทำให้คนไทยจำนวนมากมีมุมมองต่อปลาชนิดนี้ว่า เป็นสัตว์รุกรานที่กินปลาชนิดอื่นแบบไม่เลือก แพร่พันธุ์รวดเร็วเหมือนโรคระบาดจนเป็นภัยคุกคามต่อระบบนิเวศ และสร้างความรู้สึกแง่ลบที่ทำให้คนส่วนใหญ่เชื่อว่ามันเป็น ‘ปลามลพิษ’ ที่ไม่ควรบริโภค

ขณะที่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่ามุมมองดังกล่าวนั้น สวนทางกับข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ที่ระบุว่า ‘ปลาหมอคางดำไม่ใช่นักล่า เป็นสัตว์กินพืช และยังถูกปลาอื่นล่าได้ตามธรรมชาติ’

โดยผลการศึกษาด้านพันธุศาสตร์และพฤติกรรมวิทยา จากสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารสากล Aquaculture Reports ระบุข้อเท็จจริงของปลาหมอคางดำเอาไว้ 3 ประการ

 

   1. ไม่ได้มีที่มาจากแหล่งเดียว

จากการตรวจวิเคราะห์ DNA ปลาหมอคางดำ 466 ตัวทั่วประเทศ พบความหลากหลายทางพันธุกรรมสูงถึง 19 รูปแบบ (Haplotype) และมีความเชื่อมโยงกับแหล่งพันธุกรรมในแอฟริกาตะวันตกมากกว่าหนึ่งแห่ง หมายความว่าว่าปลาหมอคางดำในไทยไม่ได้มาจากสมุทรสงครามเพียงแหล่งเดียว แต่สอดคล้องกับสมมติฐานการนำเข้าหลายครั้งจากหลายแหล่ง

เปิดข้อเท็จจริง ‘ปลาหมอคางดำไม่ใช่นักล่า’ และถูกล่าโดยปลาชนิดอื่นได้

   2.ไม่ใช่ปลานักล่า

งานวิจัยของจุฬาฯ และรายงานทางเทคนิคขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ต่างยืนยันตรงกันว่า ปลาหมอคางดำไม่ใช่ ‘ปลานักล่า’ (Predatory Fish) แต่เป็นผู้บริโภคระดับต่ำ (Low Trophic Level) อ้างอิงจากผลการตรวจอาหารในกระเพาะพบว่ามากกว่า 80% เป็นสาหร่าย ไดอะตอม และซากพืชเน่าเปื่อยตามพื้นดิน

นอกจากนี้ การทดลองเลี้ยงร่วมกับปลาพื้นเมือง เช่น ปลากะเมาะ และปลาสลิดทะเลชวา ยังไม่พบพฤติกรรมก้าวร้าวหรือดุร้าย แต่ใช้วิธีรวมฝูงกัน ส่วนการลดลงของปลาพื้นเมืองในบริเวณที่มีปลาหมอคางดำ คาดว่าเกิดจาก ‘การแย่งชิงทรัพยากร’ เนื่องจากปลาหมอคางดำกินแพลงก์ตอนและเศษอินทรีย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงจนปลาอื่นขาดแคลนอาหาร

   3. เป็นเหยื่อของนักล่าเหมือนกัน

งานวิจัยยังพบว่า ปลาหมอคางดำก็เป็นเหยื่อที่สามารถถูกควบคุมโดยผู้ล่าในธรรมชาติได้ โดยระหว่างการทดลองพบว่า ‘ปลากะพงขาว’ สามารถไล่ล่าและกินลูกปลาหมอคางดำเป็นอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เปิดข้อเท็จจริง ‘ปลาหมอคางดำไม่ใช่นักล่า’ และถูกล่าโดยปลาชนิดอื่นได้

ในระดับสากล FAO ยังมองปลาหมอคางดำเป็น ‘แหล่งโปรตีนเพื่อความมั่นคงทางอาหาร’ เนื่องจากเนื้อปลาสด 100 กรัม สามารถให้โปรตีนได้สูงถึง 18.6–20.1% มีไขมันอิ่มตัวต่ำ และสะสมแคลเซียม ฟอสฟอรัส รวมถึงธาตุเหล็กสูง อีกทั้งการเป็นปลากินพืชทำให้เสี่ยงต่อการสะสมโลหะหนักน้อยกว่าปลานักล่าขนาดใหญ่ โดยปัจจุบันประเทศในแอฟริกาตะวันตกอย่างกานาและโกตดิวัวร์ก็มีการแปรรูปด้วยการรมควันและทำปลาแห้งจนกลายเป็นสินค้าเศรษฐกิจหลักของประเทศ

ผลวิจัยทั้งหมดชี้ให้เห็นว่า ทางออกในการแก้ปัญหาปลาหมอคางดำในประเทศไทย ควรปรับเปลี่ยนจากการหวาดกลัวมาเป็นการ ‘รุกด้วยนโยบายเศรษฐกิจ’ เช่น การส่งเสริมประมงพื้นบ้านจับขึ้นมาป้อนอุตสาหกรรม การนำไปแปรรูปเป็นลูกชิ้นปลาเกรดพรีเมียม อาหารสัตว์ หรือสกัดโปรตีน รวมทั้งการส่งเสริมการบริโภคในประเทศเพื่อเปลี่ยนวิกฤตการแพร่ระบาดให้กลายเป็นความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน