
SHORT CUT
ไฟป่าอินโดฯ สะเทือนอาเซียน หมอกควันข้ามแดนยังเป็นปัญหาเรื้อรัง ไทย–ลาวจับมือเซ็น MOU ยกระดับแก้ PM2.5 ตั้งแต่ต้นเหตุ พร้อม ‘สุชาติ’ มั่นใจปี 2569 ฝุ่นควันลดลงต่อเนื่อง
ปัญหาหมอกควันข้ามแดนยังเป็นหนึ่งในโจทย์ใหญ่ของอาเซียนที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า และแม้แต่ละประเทศจะพยายามยกระดับมาตรการรับมือ แต่ปัญหายังคงเชื่อมโยงกันข้ามพรมแดน เพราะต้นตอของไฟป่าและมลพิษทางอากาศในประเทศหนึ่ง สามารถส่งผลกระทบต่อประชาชนในอีกหลายประเทศได้
ล่าสุด สถานการณ์ไฟป่าในอินโดนีเซียได้กลับมาเป็นภาพสะท้อนของปัญหานี้อีกครั้ง เมื่อไฟป่าตามฤดูกาล รวมถึงการเผาป่าพรุเพื่อแผ้วถางพื้นที่ทำเกษตรกรรมอย่างผิดกฎหมาย ลุกลามอย่างรวดเร็ว จนมีพื้นที่ถูกเผาไปแล้วกว่า 1.2 ล้านไร่ หรือมีขนาดใหญ่กว่าประเทศสิงคโปร์ถึง 3 เท่า
ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในอินโดนีเซีย แต่หมอกควันได้แผ่ปกคลุมหลายประเทศในภูมิภาค ทั้งอินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ จนเมืองกูชิงบนเกาะบอร์เนียวของมาเลเซีย ขึ้นแท่นเมืองที่มีมลพิษมากที่สุดในโลก ตามมาด้วยกรุงจาการ์ตาและสิงคโปร์
หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ไฟป่ารุนแรงและควบคุมได้ยาก คือไฟในพื้นที่ป่าพรุเขตร้อน โดยเฉพาะพื้นที่ที่ถูกระบายน้ำเพื่อทำเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน เมื่อดินพรุแห้งจะกลายเป็นเชื้อเพลิงที่สามารถคุกรุ่นอยู่ใต้ดินได้นานนับเดือน และดับได้ยาก ขณะเดียวกันยังปล่อยคาร์บอนออกสู่ชั้นบรรยากาศในปริมาณมหาศาล
วิกฤตหมอกควันยังส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพประชาชน โดยกระทรวงสาธารณสุขของอินโดนีเซียพบผู้ป่วยโรคติดเชื้อทางเดินหายใจเพิ่มขึ้นมากกว่า 50,000 ราย และเกือบหนึ่งในสี่เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ ส่งผลให้อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย ต้องระงับการเรียนการสอนในห้องเรียนบางพื้นที่และปรับเป็นระบบเรียนทางไกล รวมถึงยกเลิกกิจกรรมและการเฉลิมฉลองกลางแจ้ง
ขณะที่ทางการอินโดนีเซียได้ดำเนินคดีและสั่งลงโทษบริษัทเอกชน 6 แห่งที่เกี่ยวข้องกับต้นเหตุของไฟป่า พร้อมสั่งให้รับผิดชอบฟื้นฟูพื้นที่ โดยตำรวจระบุผู้ต้องสงสัยได้แล้ว 112 ราย และจับกุมอย่างน้อย 40 ราย เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนชัดว่า ‘หมอกควันข้ามแดน’ ไม่ใช่ปัญหาที่ประเทศใดประเทศหนึ่งสามารถจัดการได้เพียงลำพัง เพราะควันไฟสามารถเคลื่อนตัวข้ามพรมแดนและสร้างผลกระทบต่อทั้งสุขภาพ ระบบนิเวศ และเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้าน
ไทย–ลาว จับมือแก้หมอกควันข้ามแดน ลงนาม MOU ยกระดับความร่วมมือ
ท่ามกลางโจทย์หมอกควันที่ยังเป็นปัญหาร่วมของภูมิภาค ไทยและ สปป.ลาว จึงเดินหน้ายกระดับความร่วมมือด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผ่านการลงนาม ‘บันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม’ เพื่อร่วมกันรับมือปัญหาไฟป่า หมอกควันข้ามแดน และฝุ่น PM2.5 ตั้งแต่การป้องกัน เฝ้าระวัง ไปจนถึงการแก้ไขที่ต้นเหตุ
‘สุชาติ ชมกลิ่น’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้การต้อนรับ รศ.ดร.ลินคำ ดวงสะหวัน รัฐมนตรีกระทรวงกสิกรรมและสิ่งแวดล้อมแห่ง สปป.ลาว พร้อมคณะผู้แทน ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อหารือทวิภาคีและร่วมลงนาม MOU ดังกล่าว
สุชาติ กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจาก อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ต้อนรับและหารือกับรัฐมนตรีกระทรวงกสิกรรมและสิ่งแวดล้อม สปป.ลาว เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควันข้ามแดน และฝุ่น PM2.5 ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
สำหรับ MOU ฉบับนี้ ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีไทยเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 มีเป้าหมายส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการและการจัดการสิ่งแวดล้อมระหว่างสองประเทศ ครอบคลุมทั้งการป้องกันและควบคุมมลพิษทางอากาศ น้ำ และดิน การอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การบริหารจัดการภัยพิบัติ การใช้เทคโนโลยีสำรวจระยะไกล รวมถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากร
สุชาติ ระบุว่า MOU ครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนความร่วมมือจาก ‘กรอบนโยบาย’ ไปสู่ ‘การปฏิบัติ’ โดยเฉพาะปัญหาไฟป่า หมอกควัน และ PM2.5 ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยประเทศใดประเทศหนึ่ง ไทยจึงพร้อมทำงานร่วมกับ สปป.ลาว อย่างใกล้ชิด เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ลดผลกระทบต่อประชาชน และสร้างคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับประชาชนทั้งสองประเทศ
ส่งอุปกรณ์ดับไฟ–เครื่องวัดอากาศ พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้
นอกจากการลงนาม MOU แล้ว กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของไทยยังส่งมอบอุปกรณ์สนับสนุนการป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่าให้แก่ สปป.ลาว ได้แก่ อุปกรณ์ตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบอัตโนมัติ และเครื่องเป่าลมสำหรับสนับสนุนภารกิจดับไฟป่า เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่ลาวในการเฝ้าระวังคุณภาพอากาศและรับมือไฟป่าในพื้นที่จริง
การสนับสนุนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือภายใต้ ‘ยุทธศาสตร์ฟ้าใส’ (CLEAR Sky Strategy) โดยไทยพร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการจัดการไฟป่า รวมถึงโครงการฝนหลวง เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผืนป่าและพื้นที่ภูเขาที่เข้าถึงได้ยาก
นอกจากนี้ ไทยเตรียมส่งเจ้าหน้าที่ด้านการจัดการไฟป่าไปถ่ายทอดองค์ความรู้และฝึกอบรมให้แก่เจ้าหน้าที่ สปป.ลาว ภายในปี 2569 เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ฤดูกาลหมอกควันที่กำลังจะมาถึง
ขณะเดียวกัน ระหว่างวันที่ 9–11 กันยายน 2569 สุชาติ มอบหมายให้อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ และอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นำคณะกระทรวงกสิกรรมและสิ่งแวดล้อม สปป.ลาว ลงพื้นที่ศึกษาดูงานการบริหารจัดการปัญหาไฟป่า หมอกควัน และ PM2.5 ของไทย ณ ห้องปฏิบัติการติดตามสถานการณ์หมอกควัน ไฟป่า หรือ War Room จังหวัดเชียงใหม่
การศึกษาดูงานครั้งนี้มุ่งให้คณะ สปป.ลาว เห็นกลไกการทำงานของไทยตั้งแต่ระดับนโยบายจนถึงการปฏิบัติจริงในพื้นที่ ภายใต้ระบบ Single Command รวมถึงตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของกองกำลังพล ณ ศูนย์ปฏิบัติการไฟป่า จังหวัดเชียงใหม่
‘สุชาติ’ มั่นใจปี 69 ฝุ่นควันลดลง
สุชาติ ระบุว่า ความร่วมมือไทย-สปป.ลาว ทั้งการลงนาม MOU การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ฟ้าใส การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการสนับสนุนอุปกรณ์ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และ PM2.5 รวมถึงลดผลกระทบจากหมอกควันข้ามแดน
พร้อมกล่าวว่า ที่ผ่านมาปัญหาฝุ่นควันลดลงอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าในปี 2569 ปัญหาจะลดลงอย่างแน่นอน จากการเดินหน้าแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่องและการยกระดับความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน
เพราะหมอกควันไม่มีพาสปอร์ต และ PM2.5 ไม่เคยหยุดอยู่แค่เส้นเขตแดน การแก้ปัญหาจึงต้องไม่หยุดอยู่ที่ประเทศใดประเทศหนึ่งเช่นกัน จากนี้ ‘ความร่วมมือ’ จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่คือทางรอดของอากาศที่คนอาเซียนต้องหายใจร่วมกัน