
SHORT CUT
ประชาชนกว่า 140,000 คนถูกอพยพเนื่องจากไฟป่าขนาดใหญ่กำลังลุกลามในฝรั่งเศสและสเปน ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถควบคุมเพลิงได้
สถานการณ์ไฟป่าในยุโรปตะวันตกกำลังทวีความรุนแรงเข้าสู่ระดับวิกฤต โดยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ประชาชนนับแสนคนทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศสต้องเร่งอพยพหนีภัยด้วยรถยนต์และเรือ ขณะที่สเปนตัดสินใจประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศ หลังเกิดไฟป่าขนาดใหญ่หลายจุดลุกลามเข้าหากันนอกกรุงมาดริด ประกอบกับสภาพอากาศร้อนจัดและแห้งแล้งส่งผลให้พื้นที่ทั่วภูมิภาคเสี่ยงต่อการติดไฟได้ง่าย
ทางการฝรั่งเศสยังสั่งอพยพประชาชนทั้งหมดออกจากคาบสมุทรแคปเฟอร์เร็ต ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญบนชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก โดยประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ได้สั่งการให้กองทัพระดมกำลังเข้าร่วมปฏิบัติการทันที เนื่องจากไฟป่าครั้งใหญ่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนี้กำลังขยายวงกว้างคุกคามหมู่บ้านต่างๆ และรุกเข้าใกล้เมืองบอร์โดซ์ทุกขณะ
ทางด้านสเปน มีการประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติเนื่องจากไฟป่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศ เพื่อเปิดทางให้รัฐบาลกลางสามารถเข้ามาระดมเงินทุนและทรัพยากรในการแก้ไขวิกฤตการณ์อย่างเต็มรูปแบบ โดยอิซาเบล ดิอาซ อายูโซ ประธานแคว้นมาดริด ระบุว่า นี่คือเหตุไฟป่าที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ภูมิภาค ซึ่งเกิดจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น
ปัจจุบัน ไฟป่าจุดใหญ่ที่สุดของสเปนกำลังลุกไหม้ในจังหวัดกัวดาลาฮารา ห่างจากกรุงมาดริดไปทางเหนือประมาณ 100 กิโลเมตร โดยเผาผลาญพื้นที่ไปแล้วกว่า 2 แสนไร่ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา
ทั้งฝรั่งเศสและสเปนต่างยื่นขอความช่วยเหลือจากสหภาพยุโรปแล้ว เนื่องจากหน่วยบริการฉุกเฉินในประเทศรับภาระหนักเกินกำลัง เจ้าหน้าที่ดับเพลิงพยายามควบคุมไฟป่าขนาดใหญ่ที่ลุกไหม้มาหลายวันแต่แทบไม่เห็นผลสำเร็จ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ชี้ว่าความรุนแรงของคลื่นความร้อนและไฟป่าในครั้งนี้เป็นผลมาจากภาวะโลกร้อน ขณะที่นายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ ของสเปน เปิดเผยผ่าน X ว่า รัฐบาลได้ระดมทรัพยากรที่มีอยู่ทั้งหมดเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายนี้อย่างเต็มที่