svasdssvasds

จุฬาฯ ตั้ง 'ศูนย์กันก่อนท่วม' รับมือ-ป้องกันน้ำท่วมล่วงหน้า ไม่ซ้ำซ้อนภาครัฐ

จุฬาฯ ตั้ง 'ศูนย์กันก่อนท่วม' รับมือ-ป้องกันน้ำท่วมล่วงหน้า ไม่ซ้ำซ้อนภาครัฐ

เพราะเมื่อน้ำท่วมมา ความเสียหายมันมากขึ้นทุกปี กระทบคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจ จุฬาฯ จึงจัดตั้ง “ศูนย์กันก่อนท่วม” รับมือและป้องกันน้ำท่วมล่วงหน้า ไม่ซ้ำซ้อนภาครัฐ

ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านน้ำที่รุนแรงและถี่ขึ้น ทั้งน้ำท่วมฉับพลัน น้ำทะเลหนุน ฝนถล่ม วิกฤตการณ์ “ฝนสุดขั้ว” และ “ฝนแช่” อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อชีวิต เศรษฐกิจ และเสถียรภาพของประเทศ

จริงไหมว่า ที่ผ่านมา การจัดการปัญหาน้ำท่วม เป็นการแก้ไขระยะสั้น แยกส่วน และไม่ต่อเนื่อง ขาดกลไกกลางในการเชื่อมโยงข้อมูล และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทำให้การป้องกันล่าช้า ไม่ทันต่อความรุนแรงภัยพิบัติ และเสี่ยงให้ประเทศต้องสูญเสียงบประมาณมหาศาลในการฟื้นฟู โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและพื้นที่เมืองซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ

น้ำท่วมหาดใหญ่ Cr.Reuters

ด้วยเหตุเหล่านี้เอง ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องเตรียมพร้อมรับมือวิกฤตน้ำท่วมตั้งแต่เนิ่น ๆ และยั่งยืน คณะวิศวกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงริเริ่มจัดตั้งศูนย์ “กันก่อนท่วม” เพื่อทำหน้าที่สื่อสารและประสานความร่วมมือด้านการป้องกันความเสี่ยงน้ำล่วงหน้า บนฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ โดยไม่ซ้ำซ้อนหรือทดแทนการทำงานของภาครัฐ พร้อมชี้ทางรอดเมืองไทย เสนอแผน 5 มิติยกระดับการรับมือวิกฤตน้ำท่วมให้เป็นระบบมากขึ้น

จุฬาฯ ตั้ง 'ศูนย์กันก่อนท่วม' รับมือ-ป้องกันน้ำท่วมล่วงหน้า ไม่ซ้ำซ้อนภาครัฐ

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การจัดตั้งศูนย์ “กันก่อนท่วม” ไม่ใช่เพียงบทบาททางวิชาการ แต่เป็นความรับผิดชอบของสถาบันอุดมศึกษาต่อสังคม โดยศูนย์ฯจะเป็นกลไกกลางเชื่อมองค์ความรู้สู่การลงมือทำ สื่อสารข้อมูลความเสี่ยงน้ำให้ประชาชนเข้าใจง่าย ประสานความร่วมมือทุกภาคส่วน และเปิรับองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ควบคู่กับบทเรียนจากพื้นที่จริง

ด้านรศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับรูปแบบสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรง ทั้งจาก ‘น้ำเหนือ’ ‘น้ำทะเลหนุน’ ประกอบกับสภาวะ ‘ฝนสุดขั้ว’ และ ‘ฝนแช่’ เช่น ในพื้นที่หาดใหญ่ทำให้ปริมาณฝนถึง 80% ของในทั้งปี ตกลงมาในพื้นที่เดียวภายในระยะเวลาเพียง 1 สัปดาห์ สร้างความเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน 

ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งในมิติเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน เห็นได้จากมูลค่าความสูญเสียและเสียหายของมหาอุทกภัยปี 2554 สูงถึง 1.43 ล้านล้านบาท คิดเป็น 70% ของงบประมาณแผ่นดินทั้งปีในปีดังกล่าว โดยผลกระทบกว่า 90% เกิดขึ้นกับภาคเอกชน ทั้งในรูปของความเสียหายและการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ

รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เพื่อเป้าหมายลดความเสียหายจากน้ำท่วมของศูนย์ ‘กันก่อนท่วม’ ดร.วิทยา จึงเสนอความร่วมมือ 5 มิติ สู่ ‘เมือง (ประเทศ) แห่งความเสถียรภาพ (The Resilient Metropolis)’ เพื่อรับมือความเสี่ยงน้ำในระยะยาว โดยเน้นการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี นวัตกรรม และการมีส่วนร่วมของสังคม ได้แก่

มิติที่ 1 : พลิกโฉมวิศวกรรม (Engineering Reinforcemrnt) 

เสริมศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานเดิม ทั้งอุโมงค์ระบายน้ำ แนวป้องกันริมแม่น้ำ และสถานีสูบน้ำ โดยผสานแบบจำลองพยากรณ์ขั้นสูง AI ข้อมูลเรียลไทม์ และระบบดิจิทัล เพื่อให้สามารถคาดการณ์ล่วงหน้า และเตรียมการให้รองรับสถานการณ์ฝนสุดขั้วได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มิติที่ 2: การจัดการน้ำเชิงลุ่มน้ำ (River Basin Management)

ขยายการป้องกันท่วมบรรเทาแล้งจากระดับเมืองสู่ระดับลุ่มน้ำ ผ่านการใช้แบบจำลองอุทกวิทยาและอุทกพลศาสตร์ การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ AI และเทคโนโลยีดาวเทียม เพื่อประเมินทั้งมวลน้ำส่วนเกินและความเสี่ยงขาดแคลนน้ำล่วงหน้า สนับสนุนการบริหารจัดการมวลน้ำก่อนเข้าสู่กรุงเทพฯ ผ่านแผนบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง เพื่อให้ความปลอดภัยของเมืองไม่ขึ้นอยู่กับมาตรการภายในเขตเมืองเพียงอย่างเดียว

น้ำท่วม 54

มิติที่ 3: นวัตกรรมระดับโลก (Global Innovation)

เรียนรู้จากแนวปฏิบัติสากล อาทิ ระบบป้องกันน้ำทะเลของเนเธอร์แลนด์ อุโมงค์ระบายน้ำใต้ดินขนาดยักษ์ของญี่ปุ่น และแนวคิดเมืองฟองน้ำจากจีนและสิงคโปร์ ผนวกภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทไทย

มิติที่ 4: การปรับตัวอยู่ร่วมกับน้ำ (Adaptive Strategy)

เปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการ “ต่อสู้กับน้ำ” สู่การ “อยู่กับน้ำ” ภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศผ่านโครงสร้างพื้นฐานสีฟ้า-เขียว การวางผังเมืองแบบยืดหยุ่น และการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสภาพภูมิอากาศให้กับประชาชน

มิติที่ 5: ขับเคลื่อนด้วยวิจัยและข้อมูลอัจฉริยะ (Smart Data & Research)

ใช้งานวิจัยและข้อมูลเชิงพื้นที่เป็นฐานกำหนดนโยบาย พัฒนานวัตกรรมตามบริบทพื้นที่ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมความร่วมมือรัฐ-เอกชน-ชุมชน และเพื่อป้องกันความเสี่ยงอย่างตรงจุดและยั่งยืน

น้ำท่วมปี 54

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเน้นย้ำมาโดยตลอดว่า ปัญหาน้ำไม่อาจแก้ได้ด้วยโครงการเดียว แต่ต้องเข้าใจระบบทั้งหมด ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ และต้องวางแผนระยะยาวอย่างต่อเนื่อง”

“การจัดการน้ำคือเรื่องความมั่นคงของประเทศ ไม่ใช่นโยบายเฉพาะกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง ประเทศไทยต้องลงทุนกับการป้องกัน มากกว่าการซ่อมแซม”

ดร.สุเมธ ได้เสนอกรอบแผนการจัดการน้ำแบบบูรณาการต่อผู้กำหนดนโยบายและรัฐบาลในอนาคต ครอบคลุมทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว พร้อมเน้นย้ำการทลายกำแพงการทำงานแบบแยกส่วน พร้อมเสนอว่า รัฐบาลในอนาคตจำเป็นต้องปรับโครงสร้างการทำงานด้านน้ำสู่การบูรณาการเชิงระบบ ด้วยการ

  • ใช้ข้อมูลชุดเดียวกันทั้งประเทศ
  • วางแผนและสั่งการบนฐานลุ่มน้ำ ไม่ใช่ตามเส้นแบ่งกรมหรือจังหวัด
  • เชื่อมงบประมาณ นโยบาย และความรับผิดชอบเข้าด้วยกัน

โดยเห็นว่า ศูนย์ “กันก่อนท่วม” จะเป็นกลไกสำคัญในการทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชิงรุก เชื่อมองค์ความรู้ งานวิจัย ข้อมูลเชิงพื้นที่ และการสื่อสารสาธารณะ เข้ากับการตัดสินใจของรัฐ เพื่อให้การป้องกันภัยน้ำของประเทศเกิดผลจริงในทางปฏิบัติ ไม่จบลงเพียงบนเวทีเสวนา หรือรายงานเชิงวิชาการ

related