
SHORT CUT
พังแล้วทิ้ง หรือพังแล้วซ่อม? เปิดตัว Thailand Circular Economy ภาคประชาชน เมื่อซ่อมไม่ใช่ทางเลือก แต่คือสิทธิที่ต้องทวงคืน
จำได้ไหมว่า ตู้เย็นเครื่องเก่าของคุณย่า หรือพัดลมรุ่นคุณปู่ ทำไมถึงใช้ได้นานเป็นสิบๆปี บางทีทุกวันนี้ก็ยังใช้งานได้อยู่ ทนทานแทบไม่ได้ซ่อมเลย?
แต่ภาพจำเหล่านั้นกลายเป็นตำนานไปแล้ว เมื่อตัดภาพมาที่สมาร์ทโฟนหรือเครื่องใช้ในมือเราทุกวันนี้ ที่มักจะเริ่มรวนทันทีเมื่อหมดประกัน หรือแค่หน้าจอแตกนิดเดียว ค่าซ่อมดันแพงเกือบซื้อเครื่องใหม่ได้เลย
ภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “Buy Now: The Shopping Conspiracy” ทาง Netflix ได้เปิดโปง “กับดักผู้บริโภค” ไว้อย่างแยบยล โดยอธิบายว่า เมื่อก่อนสินค้ามีความทนทานมาก แต่พอทนทานมากไป ผู้คนจึงไม่ค่อยกลับมาซื้อชิ้นใหม่ หลายบริษัทจึงเริ่มใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า “การออกแบบให้หมดอายุขัย” (Planned Obsolesence)
ตัวอย่างเด่นชัดที่สุดในประวัติศาสตร์คือ Phoebus Cartel ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของบริษัทผลิตหลอดไฟระดับโลกในปี 1924 ที่ตกลงร่วมกันว่าจะ ‘ลด’ อายุการใช้งานหลอดไฟจาก 2,500 ชั่วโมง ให้เหลือเพียง 1,000 ชั่วโมง เพื่อกระตุ้นยอดขายให้เพิ่มขึ้น
และแน่นอนกลยุทธ์นี้ยังคงสืบทอดมายังปัจจุบัน ผ่านสินค้าเทคโนโลยีและฟาสต์แฟชันที่เน้นผลิตเร็ว ทิ้วไว จนโลกต้องทิ้งโทรศัพท์มือถือมากถึง 13 ล้านเครื่องในทุก ๆ วัน และผลิตเสื้อผ้ามากกว่า 190,000 ชุดต่อนาที ซึ่งสุดท้ายกว่า 65% จะกลายเป็นขยะภายในเวลาเพียงปีเดียว
เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 ภาคประชาชนได้เปิดตัวเครือข่าย Thailand Circular Economy โดยหนึ่งในวงเสวนา โดย Repair Culture Thailand (RCTH) ได้ชี้ให้เห็นว่า ความยากในการซ่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการออกแบบที่ ‘ปิดกั้น’ ผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็น
ในระดับสากล แรงกดดันจากภาคประชาชนได้เปลี่ยนนโยบายของบริษัทยักษ์ใหญ่มาแล้ว เช่น Apple ที่เคยเป็นศัตรูตัวฉกาจของการซ่อมนอกศูนย์ แต่เมื่อถูกกดดันจากกฎหมายในยุโรปและสหรัฐฯ iphone รุ่นใหม่ ๆ (ตั้งแต่รุ่น 14 เป็นต้นมา) จึงเริ่มถูกออกแบบให้ซ่อมง่ายขึ้น เช่น ทำให้กระจกหลังถอดเปลี่ยนได้ง่าย และการเปลี่ยนมาใช้พอร์ต USB-C ตามมาตรฐานสากล
นอกจากนี้ ในสหภาพยุโรป (EU) ยังมีกฎหมายเข้มงวดเกี่ยวกับการซ่อม เช่น
การเปิดตัวเครือข่าย Thailand Circular Economy และการผลักดัน ร่าง พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน ฉบับประชาชน จึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่ประเทศไทยจะเปลี่ยนจากระบบ "ผลิต-ใช้-ทิ้ง" ไปสู่ระบบที่ยั่งยืน โดยเน้นย้ำสิทธิ 2 ประการ:
นอกจากนี้ วิกฤตขาดแคลนเม็ดพลาสติกอันเกิดจากสงครามในตะวันออกกลาง ก็เป็นสัญญาณที่ชัดเจน ว่าไทยพึ่งพาปิโตรเคมีมากเกินไป ส่งผลกระทบต่อบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ใช้ในการบรรจุสินค้าของภาคเอกชนหลายๆแบรนด์ ส่อแววให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคพุ่งสูงขึ้น ทั้งเอกชนผู้ผลิตที่ต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นและประชาชนที่ต้องปรับตัวกับข้าวของที่แพงขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว
นี่ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากแต่เป็นผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของระบบเศรษฐกิจเชิงเส้น (Linear Economy) ที่ผลิต-ใช้-ทิ้ง และพึ่งพาวัตถุดิบฟอสซิลมากเกินไป
ด้วยเหตุนี้ การก่อตั้งเครือข่าย Thailand Circular Economy มุ่งหวังที่จะให้ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงระบบที่มุ่งลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ฟุ่มเฟือยและสร้างระบบนำวัสดุที่ใช้แล้วกลับเข้าสู่ระบบการใช้งานอย่างคุ้มค่า แทนการทิ้ง ลดการพึ่งพาปิโตรเคมีนำเข้า และสร้างอำนาจให้ผู้บริโภคอย่างเป็นธรรม