
SHORT CUT
ขยะพัสดุไทยพุ่งวันละ 10-12 ล้านชิ้น! สังคมควรรับมืออย่างไรเมื่อการช้อปออนไลน์โตสวนทางสิ่งแวดล้อม ส่องการแก้ปัญหาด้วย AI พร้อมวิธีลดขยะง่ายๆ ที่ทำให้คุณช่วยโลกได้
การช็อปออนไลน์อย่างเมามันส์ การรุมซื้อสินค้าราคารีเซลล์ ความรู้สึกตื่นเต้นตอนแกะกล่องพัสดุเป็นสิ่งที่หลายคนชื่นชอบ แต่เคยสังเกตไหมว่าหลังจากที่เราหยิบของชิ้นนั้นออกมาแล้ว สิ่งที่ตามมาด้วยไม่ได้มีแค่สินค้าชิ้นที่เราต้องการ แต่มีกล่องใบใหญ่ บับเบิ้ลกันกระแทก หรือซองพลาสติกที่ห่อมาอีกทีแถมมาให้ด้วย และใช่ นั่นเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการขนส่งสินค้า ถ้าไม่ห่อมาจะให้ใส่อะไรใช่ไหมล่ะ แต่ว่า ถ้าวัสดุที่ห่อมานั้น มันมากเกินความจำเป็นล่ะ ก็นำไปสู่การเพิ่มปริมาณขยะที่ไม่จำเป็นด้วยเช่นกันนะ
ในยุคที่การสั่งของออนไลน์กลายเป็นเรื่องง่ายและเป็นที่นิยมสำหรับทุกคน โดยเฉพาะช่วงเวลาโปรโมชั่น อย่าง วันเลขเบิ้ล ยิ่งทำให้ยอดการสั่งซื้อเยอะเป็นเท่าตัว แต่ความสะดวกสบายนี้เองได้นำพาขยะกองโตมาด้วย และคุณคิดว่าการจัดการขยะเหล่านี้ดีต่อสิ่งแวดล้อมหรือเปล่า?
ในประเทศไทยของเรา ธุรกิจขนส่งพัสดุเติบโตอย่างก้าวกระโดดตามตลาด E-commerce โดยสื่อธุรกิจและนักวิเคราะห์จำนวนมากต่างประเมินตรงกันว่า ปัจจุบันมียอดจัดส่งพัสดุเฉลี่ยสูงถึง 10-12 ล้านชิ้นต่อวัน ตัวเลขมหาศาลนี้แปรผันตรงกับปริมาณขยะในประเทศ ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษและสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ระบุชัดเจนว่า ประเทศไทยมีขยะพลาสติกเกิดขึ้นสูงถึง 2 ล้านตันต่อปี แต่เรื่องที่น่าเศร้าคือ เราสามารถนำขยะพลาสติกเหล่านี้กลับมารีไซเคิลได้เพียง 25% เท่านั้น (ราว 5 แสนตัน) ส่วนที่เหลืออีกกว่า 1.5 ล้านตัน ต้องจบลงที่บ่อฝังกลบขยะ
ปัญหา ขยะพัสดุล้นโลก ไม่ได้เกิดแค่ในบ้านเรา ต่างประเทศเขาก็ปวดหัวเรื่องนี้เหมือนกัน แต่ตอนนี้หลายพื้นที่เริ่มขยับตัวแรงขึ้น โดยเปลี่ยนจากการรณรงค์ขอความร่วมมือ มาเป็นการใช้เทคโนโลยี AI และการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
ตัวอย่างที่เราเห็นภาพชัดที่สุดคือ Amazon บริษัทยักษ์ใหญ่ที่นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เข้ามาช่วยแก้ปัญหา ‘กล่องใหญ่เกินจำเป็น’ ระบบนี้ชื่อว่า Package Decesion Engine มันจะใช้ภาพถ่ายและคำอธิบายสินค้า เพื่อวิเคราะห์ว่าของชิ้นนี้ควรแพ็คแบบไหนถึงจะพอดีที่สุดและปลอดภัยที่สุด แทนที่จะให้พนักงานสุ่มหยิบกล่องเอง ผลลัพธ์คือ AI ตัวนี้ช่วยให้ Amazon ลดการใช้วัสดุบรรจุภัณฑ์ไปได้มากกว่า 2 ล้านตันทั่วโลก นับตั้งแต่เริ่มใช้งาน ถือเป็นการใช้ความฉลาดของเทคโนโลยีมาลดขยะและลดต้นทุนไปพร้อมกัน
ข้ามมาดูฝั่งยุโรปกันบ้าง สหภาพยุโรป (EU) กำลังจะบังคับใช้กฎหมายที่ชื่อว่า PPWR (Packaging Waste Regulation) ในเดือนสิงหาคมปี 2026 กฎหมายนี้มาพร้อมกับกฎเหล็กที่เข้าใจง่ายมาก นั่นคือการ ‘ห้ามขายอากาศ’ กล่องพัสดุที่ส่งให้ลูกค้าจะถูกสั่งห้ามไม่ให้มี ‘พื้นที่ว่าง’ ภายในกล่องเกิน 50% นอกจากนี้ บรรจุภัณฑ์ทุกชิ้นจะต้องถูกออกแบบมาให้รีไซเคิลได้จริง ร้านค้าออนไลน์ที่ส่งของไปยุโรป ถ้ายังแพ็คของแบบฟุ่มเฟือยเหมือนเดิมก็จะถือว่าผิดกฎหมายทันที
สำหรับประเทศไทย รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็เริ่มตระหนักแล้วว่า การปล่อยให้ผู้บริโภคหรือซาเล้งแยกขยะกันเองนั้นไม่ทันต่อการเติบโตของขยะ E-commerce แน่นอน
มาตรการที่ถูกพูดถึงมากที่สุดและกำลังถูกผลักดันอย่างหนักคือ กฎหมาย EPR (Extended Producer responsibility) หรือแปลง่ายๆ ว่า ‘ความรับผิดชอบที่ขยายเพิ่มขึ้นของผู้ผลิต’ หลักการของกฎหมายนี้คือ ใครเป็นคนสร้างขยะ คนนั้นต้องช่วยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะด้วย
ในอนาคต หากกฎหมายนี้บังคับใช้เต็มรูปแบบ แบรนด์สินค้าและแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ต่างๆ จะไม่สามารถแพ็คของส่งๆ แล้วผลักภาระให้คนซื้อเป็นคนทิ้งได้อีกต่อไป พวกเขาจะต้องมีส่วนร่วมในการวางระบบรับคืนกล่องกระดาษหรือซองพลาสติก หรืออาจจะต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนเพื่อนำไปสนับสนุน ระบบรีไซเคิลของประเทศ ซึ่งจะเป็นแรงบีบชั้นดีให้พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์หันมาใช้วัสดุที่พอดีตัวและย่อยสลายได้ง่ายขึ้น เพื่อลดต้นทุนการจัดขยะของตัวเอง
ในระหว่างที่เรารอกฎหมายระดับประเทศบังคับใช้ ในฐานะผู้บริโภคที่รักการเอฟของ เราก็สามารถช่วยลดปัญหานี้ได้ด้วยตัวเองง่าย ๆ
แกะแล้วแยกให้ถูก ก่อนจะทิ้งกล่องกระดาษ เช่นการสละเวลาลอกเทปกาวและสติกเกอร์ชื่อที่อยู่ออกก่อนทิ้ง เพราะพลาสติกและกาวที่ติดอยู่บนกล่องจะทำให้โรงงานนำกระดาษไปรีไซเคิลได้ยากขึ้นมาก
เก็บไว้ใช้ซ้ำ บับเบิ้ลกันกระแทกที่ยังสภาพดี หรือกล่องพัสดุที่ยังแข็งแรง ลองพับเก็บไว้ใช้เวลาที่เราต้องส่งของให้เพื่อน
ลดการซื้อสินค้าที่ไม่จำเป็น สินค้าหลายชิ้น บ้างก็มีคุณภาพ บ้างก็ไม่มีคุณภาพ ซื้อมาใช้แปปเดียวก็ทิ้ง ดังนั้น คิดก่อนซื้อ ว่าของชิ้นนี้จำเป็นแค่ไหน ใช้ได้นานเท่าไหร ทนทานหรือเปล่า คุ้มไหมกับการสั่งมาแล้วสร้างขยะหลายชิ้น แม้สั่งของแค่ชิ้นเดียว
สนับสนุนร้านรักษ์โลก ลองอุดหนุนร้านค้าที่เริ่มเปลี่ยนมาใช้กระดาษรังผึ้งแทนบับเบิ้ลพลาสติก หรือร้านที่ใช้กล่องพอดีกับตัวสินค้า การสนับสนุนของเราจะทำให้ร้านค้าเห็นว่า ลูกค้าใส่ใจเรื่องนี้ และกระตุ้นให้ร้านอื่น ๆ ทำตาม
ปัญหาขยะจากการช้อปปิ้งออนไลน์เป็นเรื่องใกล้ตัวที่จัดการได้ยากหากขาดความร่วมมือ รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายจากภาาครัฐ หากมีการบังคับใช้และร่วมมืออย่างจริงจังกองพัสดุ 4,000 ล้านชิ้นก็สามารถหมุนเวียนกลับมาเป็นประโยชน์ได้ โดยไม่ต้องกลายเป็นขยะรกโลก แล้วคุณล่ะคิดเห็นอย่างไร?
ที่มา: Amazon, gleisslutz และ TEI