
SHORT CUT
Google จับมือนักวิจัยสหรัฐฯ พัฒนาแนวทางรีไซเคิลสมาร์ตโฟนที่ถูกทิ้งให้เป็นระบบประมวลผลสำหรับ AI เพื่อลดขยะอิเล็กทรอนิกส์และลดการปล่อยคาร์บอนจากการผลิตชิปใหม่
ในแต่ละปี มีสมาร์ตโฟนหลายพันล้านเครื่องถูกทิ้งทั่วโลก แม้หลายเครื่องจะยังมีหน่วยประมวลผลที่สามารถใช้งานได้อย่างสมบูรณ์ ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมเทคโนโลยีกำลังเดินหน้าทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อจัดซื้อฮาร์ดแวร์ประมวลผลสำหรับ AI รุ่นใหม่ ที่ต้องแลกมาด้วยต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมจำนวนมาก
เพื่อตอบโจทย์ทั้ง 2 ปัญหาพร้อมกัน Google ร่วมมือกับนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก (UC San Diego) ในสหรัฐฯ พัฒนาแนวทางใหม่ในการรีไซเคิลหน่วยประมวลผลจากสมาร์ตโฟนที่ถูกทิ้งให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง โดยสร้างเป็นระบบเซิร์ฟเวอร์สำหรับงานคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูง ซึ่งไม่เพียงช่วยลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ แต่ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากการผลิตฮาร์ดแวร์ใหม่ด้วย
โครงการนี้มีชื่อว่า Phone Cluster Computing หรือการนำเมนบอร์ดของสมาร์ตโฟนหลายเครื่องมาประกอบเข้าด้วยกันเพื่อสร้างแพลตฟอร์มประมวลผลรูปแบบใหม่ ด้วยการถอดแยกชิ้นส่วนสมาร์ตโฟนออกจนเหลือเฉพาะเมนบอร์ด ซึ่งเป็นส่วนที่บรรจุหน่วยประมวลผล (CPU) หน่วยความจำ (Memory) และพื้นที่จัดเก็บข้อมูล (Storage) จากนั้น จะนำไปประกอบรวมกันเป็นคลัสเตอร์ (Cluster) เพื่อทำหน้าที่เป็นระบบคอมพิวเตอร์อเนกประสงค์ต่อไป
เบื้องต้น Google และ UC San Diego กำลังทดสอบแนวคิดดังกล่าวในการสร้างศูนย์ข้อมูลต้นแบบจากสมาร์ตโฟน รุ่น Pixel ของ Google จำนวน 2,000 เครื่อง และมีกำหนดเปิดใช้งานในช่วงปลายปีนี้
โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่กระแส AI กำลังผลักดันความต้องการกำลังประมวลผลให้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะชิปประมวลผลและหน่วยความจำ และคาดการณ์กันว่าเฉพาะปีนี้ อุตสาหกรรม AI จะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม การผลิตเซมิคอนดักเตอร์เป็นหนึ่งในกระบวนการอุตสาหกรรมที่ซับซ้อนและใช้พลังงานสูงที่สุดของโลก ส่งผลให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการผลิตชิปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแตะ 277 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายในปี 2030
ในอีกด้านหนึ่ง สมาร์ตโฟนจำนวนมหาศาลกลับถูกนำไปทิ้งในหลุมฝังกลบ ทั้งที่ชิปประมวลผลภายในยังคงใช้งานได้ ข้อมูลจากการประชุม WEEE Forum ระบุว่า โทรศัพท์มือถือมากกว่า 5,000 ล้านเครื่อง ถูกทิ้งทั่วโลก ในปี 2022
กล่าวโดยสรุป ในขณะที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีกำลังลงทุนมหาศาลเพื่อผลิตชิปใหม่ พร้อมปล่อยก๊าซคาร์บอนจำนวนมาก โลกกลับกำลังสูญเสียทรัพยากรด้านการประมวลผลที่ยังสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ แม้ตัวเลขดังกล่าวจะเป็นเพียงการประมาณการเชิงทฤษฎี แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่าหากสามารถนำศักยภาพเหล่านี้กลับมาใช้ได้แม้เพียงบางส่วน ก็อาจช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีนัยสำคัญ
แนวคิดดังกล่าวมุ่งลดสิ่งที่เรียกว่า Embodied Carbon หรือคาร์บอนแฝง ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตฮาร์ดแวร์ ก่อนที่อุปกรณ์จะถูกนำมาใช้งานจริง ครอบคลุมทั้งพลังงาน วัตถุดิบ และกระบวนการผลิตทั้งหมด ดังนั้น การนำหน่วยประมวลผลที่เคยผ่านกระบวนการผลิตมาแล้วกลับมาใช้ใหม่ จะช่วยลดความจำเป็นในการผลิตเซิร์ฟเวอร์ใหม่ และลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมได้โดยตรง
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนสมาร์ตโฟนให้กลายเป็นเซิร์ฟเวอร์ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องถอดเครื่องออกจนเหลือเฉพาะเมนบอร์ด ซึ่งคิดเป็นประมาณ 40% ของคาร์บอนสะสมทั้งหมด ที่เกิดจากการผลิตโทรศัพท์หนึ่งเครื่อง แม้ว่าการถอดหน้าจอและแบตเตอรี่ออกจะทำให้ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากคาร์บอนที่ฝังอยู่ในชิ้นส่วนเหล่านั้นได้ทั้งหมด แต่การนำเมนบอร์ดกลับมาใช้ก็ยังถือเป็นก้าวสำคัญของแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน
ในส่วนของซอฟท์แวร์ นักวิจัยได้เปลี่ยนระบบปฏิบัติการจาก Android สำหรับอุปกรณ์พกพา มาเป็นระบบ Linux สำหรับการใช้งานทั่วไป เพื่อให้รองรับงานประมวลผลแบบคลาวด์ได้ดียิ่งขึ้น พร้อมตัดฟังก์ชันด้านความปลอดภัยบางส่วนที่จำเป็นสำหรับโทรศัพท์ส่วนบุคคล แต่ไม่จำเป็นสำหรับเซิร์ฟเวอร์ออก ส่งผลให้เมนบอร์ดของสมาร์ตโฟนสามารถทำงานเสมือนเป็นเซิร์ฟเวอร์ Linux ขนาดเล็กที่ใช้พลังงานต่ำ
แม้แนวคิดนี้จะได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง แต่โครงการยังอยู่ในระยะเริ่มต้น และยังมีความท้าทายหลายด้าน โดยเฉพาะเรื่องความทนทานของฮาร์ดแวร์ เนื่องจากสมาร์ตโฟนถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานทั่วไป ไม่ใช่การทำงานต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมงเป็นเวลาหลายปี นอกจากนี้ ยังมีประเด็นด้านต้นทุนแรงงานในการถอดแยกอุปกรณ์ การจัดการแบตเตอรี่และชิ้นส่วนที่อาจเป็นอันตราย รวมถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของกระบวนการทั้งหมดด้วย
ที่มา : New Atlas