
SHORT CUT
หวั่นวิกฤตสายส่งคอขวด จาก Data Center ที่มีความต้องการไฟฟ้าสูง ผู้เชี่ยวชาญจี้รัฐเร่งจัดโซนนิ่ง และงัดเทคโนโลยีเย็นช่วย ดึงนักลงทุนแบบไม่แย่งทรัพยากรคนไทย
ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) รายงานยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนช่วงครึ่งแรกปี 2569 ในกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัล มีมูลค่าสูงถึง 1,115,260 ล้านบาท จาก 90 โครงการ ส่วนใหญ่เป็น Data Center และ Cloud Service จากนักลงทุนต่างชาติ ส่งผลให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) รายงานยอดสะสม ณ เดือนมิถุนายน 2569 พบโครงการ Data Center ยื่นขอใช้ไฟฟ้ารวม 95 โครงการ ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดถึง 26,045.2 เมกะวัตต์
อย่างไรก็ตาม โครงข่ายไฟฟ้าในปัจจุบันสามารถจัดหาไฟป้อนได้เพียง 4,882.7 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็น 18.7% ของความต้องการทั้งหมด โดยมีการลงนามสัญญา PPA แล้ว 2,768.2 เมกะวัตต์ ขณะที่อีก 75 โครงการ ความต้องการไฟฟ้ารวม 21,162.5 เมกะวัตต์ กฟภ. ยังไม่สามารถจัดหาให้ได้เนื่องจากปัญหาคอขวดและข้อจำกัดของระบบสายส่ง ขณะที่กลุ่มนักลงทุนยังต้องรอการแก้ปัญหา
ดร.เมทังกร เสริมสุข จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ชี้ว่า ประเทศไทยไม่ควรใช้แนวทาง "รับทุกโครงการก่อน แล้วค่อยสร้างไฟฟ้าและน้ำตามหลัง" แต่ควรวางผัง Energy–Water–Digital Planning ไปพร้อมกันตั้งแต่ต้น โดยต้องระวังลักษณะของโหลดที่เป็นความต้องการไฟคงที่ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่ง Data Center ขนาด 200 เมกะวัตต์ 1 แห่ง ใช้ไฟฟ้าราว 1.75 เทระวัตต์-ชั่วโมงต่อปี เทียบเท่าการใช้ไฟของครัวเรือนสูงถึง 200,000–400,000 ครัวเรือน หากมีการกระจุกตัวของโหลดหลายแห่งจะก่อให้เกิดภาระการลงทุนสายส่งและสถานีไฟฟ้าใหม่ที่มีราคาสูง
ด้านประเด็นเรื่องน้ำ ดร.เมทังกร เตือนว่าอย่าสับสนระหว่าง "น้ำหมุนเวียน" กับ "น้ำที่ใช้จริง (WUE)" ซึ่ง Data Center ขนาด 200 เมกะวัตต์ ที่มีค่า WUE 2.0 ลิตร/กิโลวัตต์-ชั่วโมง จะสูญเสียน้ำจริงราว 3.5 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี หรือเทียบเท่าการใช้น้ำของครัวเรือนประมาณ 14,500–16,000 ครัวเรือน นอกจากนี้ แม้กำลังการผลิตไฟฟ้าโดยรวมของไทยจะมีกำลังสำรองพอสมควร แต่ "ไฟฟ้าสะอาด 24 ชั่วโมง" สำหรับ Hyperscale Data Center ยังไม่เพียงพอ หากไทยไม่เร่งแก้เรื่อง Direct PPA, Third-Party Access และโครงข่ายไฟฟ้า นักลงทุนอาจหันไปหาประเทศคู่แข่งอย่างมาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย หรือออสเตรเลียแทน
เพื่อรับมือกับปัญหานี้ ดร.เมทังกร ได้เสนอกรอบการรับมือ 7 ประการ ได้แก่:
จัดทำ Data Center Zoning: กำหนดพื้นที่ที่มีความพร้อมครบถ้วน กระจายไม่ให้กระจุกตัวแค่กรุงเทพฯ หรือ EEC
ใช้หลัก Bring Your Own Power: ให้โครงการขนาดใหญ่ร่วมลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนและสายส่งของตนเอง
เปิด Direct PPA อย่างมีระบบ: อนุญาตให้ซื้อไฟฟ้าสะอาดตรงจากผู้ผลิตอย่างโปร่งใส
กำหนดมาตรฐานประสิทธิภาพ PUE/WUE: คุมค่า PUE ให้ต่ำกว่า 1.4–1.5 และบังคับใช้ระบบทำความเย็นประสิทธิภาพสูง
ใช้น้ำ Reclaimed Water: ส่งเสริมการใช้น้ำบำบัด ชุมชน และน้ำฝน แทนการใช้น้ำประปาคุณภาพสูง
ส่งเสริม Carbon-Aware Computing: เลื่อนการประมวลผลบางประเภทไปช่วงที่มีไฟฟ้าสะอาดมาก
กำหนดเงื่อนไข Local Value Creation: ต้องสร้างประโยชน์ต่อท้องถิ่น เช่น ตั้งศูนย์วิจัย ถ่ายทอดเทคโนโลยี และสร้างงาน
โดยข้อเสนอดังกล่าวที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ทันทีและมีต้นทุนต่ำที่สุด คือการกำหนดให้โครงการ Data Center ต้องเปิดเผยข้อมูลอย่างน้อย 4 ตัวชี้วัดประกอบการพิจารณาอนุมัติ ได้แก่ กำลังไฟฟ้าสูงสุด, ค่า PUE, ค่า WUE และสัดส่วนการใช้น้ำประปา น้ำรีไซเคิล และน้ำอุตสาหกรรม
อีกทางเลือกที่ไทยมีจุดแข็งเชิงโครงสร้างพื้นฐาน คือการนำ พลังงานความเย็นจาก LNG (LNG Cold Energy) มาใช้ จากงานวิจัยที่ดำเนินการร่วมกับภาคอุตสาหกรรม พบว่าการบูรณาการพลังงานความเย็นจาก LNG สามารถลดพลังงานไฟฟ้าในระบบทำความเย็นได้ราว 79% ลดค่า PUE จากประมาณ 2.00 เหลือราว 1.36 และอาจลดค่า WUE จากระดับ 1.9–3.0 ลิตรต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง เหลือราว 0.3 ลิตรต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง ภายใต้เงื่อนไขการออกแบบที่เหมาะสม
อย่างไรก็ตามข้อจำกัดที่สำคัญคือ Data Center ต้องตั้งอยู่ใกล้ LNG Terminal หรือมีระบบส่งพลังงานความเย็น เช่น Chilled Water Network หรือ Secondary Refrigerant ซึ่งพื้นที่มาบตาพุด บ้านฉาง และ EEC เป็นพื้นที่ที่มีความพร้อมเชิงโครงสร้างพื้นฐานมากที่สุด
ปัจจุบันการนำ LNG Cold Energy มาใช้กับ Data Center โดยตรงยังจัดอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยีเกิดใหม่ แม้จะมีผู้ประกอบการ LNG ผู้พัฒนา Data Center และกลุ่มพลังงานให้ความสนใจต่อเนื่อง แต่โครงการเชิงพาณิชย์ที่ใช้กับ Hyperscale Data Center ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น และหลายโครงการยังไม่เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ จึงควรแยกให้ชัดระหว่าง การศึกษาและความสนใจกับการเดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้ว