ข่าว สุขภาพ

ลูกดื่มกาแฟ พ่อแม่ควรกังวลไหม

เดี๋ยวนี้วัฒนธรรมการดื่มกาแฟแพร่หลายไปทุกหนแห่ง ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนของมุมเมือง ก็มักมีร้านกาแฟให้เข้าไปลองนั่งอยู่เสมอ ร้านกาแฟกลายเป็นสถานที่พบปะและพักผ่อนหย่อนใจ เรามักเห็นภาพวัยรุ่น หรือแม้แต่เด็กเล็กในร้านกาแฟเป็นเรื่องปกติ รวมทั้งเห็นวัยทีนดื่มกาแฟกันมากขึ้น

รายงานอุตสาหกรรมปีค.ศ. 2017 จากสมาคมกาแฟแห่งชาติในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า คนอเมริกันในช่วงอายุ 13-18 ปีที่ดื่มกาแฟทุกวัน คิดเป็น 37 เปอร์เซ็นต์ หรือเพิ่มขึ้น 14 เปอร์เซ็นต์จากปีค.ศ. 2014 ภาพของเด็กอายุ 13 ปีนั่งดื่มกาแฟอาจดูขัดหูขัดตาอยู่บ้าง เพราะเรามักติดภาพว่ากาแฟเป็นเครื่องดื่มที่เหมาะกับผู้ใหญ่มากกว่า อย่างไรก็ตาม การดื่มกาแฟก็มีข้อดีหลายอย่าง มีงานวิจัยเมื่อไม่นานมานี้พบว่า การดื่มกาแฟอาจลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ในขณะที่กาแฟถูกมองว่าเป็นผู้ร้ายมาก่อน แต่ในปัจจุบันนี้ เราพบว่าหากกาแฟไม่ได้มีส่วนรบกวนต่อการนอนหลับแล้ว กาแฟก็เป็นสิ่งที่มีประโยชน์มากเช่นกัน นอกจากนี้ งานวิจัยยังพบว่ากาแฟมีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดที่ดูจะมีผลต้านอาการอักเสบได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม เครื่องดื่มกาแฟยอดนิยมในทุกวันนี้มักมีส่วนผสมอื่นที่มากกว่ากาแฟดำทั่วไป ซึ่งสิ่งที่ต้องระวังมากเป็นพิเศษคือน้ำตาล อย่างเมนูยอดฮิตของร้านสตาร์บัคขายกาแฟ “Double Chocolaty Chip Crème Frappuccino” ที่มีส่วนผสมของน้ำตาล 52 กรัม ซึ่งเท่ากับปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มโคคาโคล่าขนาด 16 ออนซ์ หรือร้านดังกิ้นโดนัทขายกาแฟลาเต้ “Cinnamon Sugar Pumpkin” ที่มีปริมาณน้ำตาล 55 กรัม ปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มกาแฟเหล่านี้ทำให้กาแฟกลายเป็นขนมหวานที่ผสมคาเฟอีน

สมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกาแนะนำว่า คนอายุ 18 ปีหรือต่ำกว่านี้ ควรบริโภคน้ำตาลสูงสุดไม่เกิน 25 กรัมต่อวัน จะเห็นได้ว่าปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มกาแฟดังกล่าว เกินขีดที่แพทย์แนะนำไปมาก แพทย์ที่ศึกษาด้านผลของน้ำตาลที่มีต่อหัวใจกล่าวว่า ไม่น่าแปลกใจเลยที่เด็กมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อการเป็นโรคอ้วนผิดปกติและเบาหวาน ซึ่งอาจส่งผลต่อพัฒนาการทางร่างกายด้วย

นอกจากนี้ คาเฟอีนยังเป็นสารกระตุ้นประเภทหนึ่ง สมาคมกุมารแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกาแนะนำว่า เด็กอายุ 12-18 ปีควรบริโภคคาเฟอีนไม่เกิน 100 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งเท่ากับกาแฟแก้วขนาด 8 ออนซ์หนึ่งแก้ว แต่ผลกระทบที่ปริมาณคาเฟอีนระดับปานกลางนี้มีต่อคนรุ่นเยาว์ยังไม่มีความชัดเจนเท่ากับผลกระทบที่พบในผู้ใหญ่

นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและสุขภาพใช้เวลาหนึ่งทศวรรษทำการวิจัยเกี่ยวกับเด็กและคาเฟอีน และพบว่าการบริโภคเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนในปริมาณปกติ (เช่นน้ำอัดลมหนึ่งกระป๋อง  หรือกาแฟที่มีคาเฟอีนหนึ่งถึงสองแก้ว) ดูจะไม่มีผลเสียใดๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านกายภาพหรือด้านอารมณ์ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยพบว่า หากบริโภคในช่วงบ่ายหรือช่วงเย็นแล้วล่ะก็ อาจส่งผลต่อการนอนได้ โดยเฉพาะคนวัยเยาว์ที่ต้องการการนอนหลับมากกว่าผู้ใหญ่ รายงานบางชิ้นพบว่าวัยรุ่นในปัจจุบันนอนน้อยลงกว่าเดิม แต่ไม่มีข้อสรุปว่าปัญหาเกิดจากคาเฟอีนหรือไม่ (งานวิจัยบางชิ้นพบว่าปัญหาอยู่ที่การใช้โซเชียลมีเดียมากกว่า)

นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญสรุปในเบื้องต้นว่า เด็กไม่ต้องการคาเฟอีน แต่คาเฟอีนก็ไม่ถึงกับเป็นอันตรายกับเด็กที่ปกติไม่มีปัญหาเรื่องการนอน แต่ก็มีงานวิจัยบางชิ้นที่พบว่า คาเฟอีนเป็นสารกระตุ้นที่ส่งผลต่อระบบประสาท ผลกระทบนี้อาจส่งผลต่อพัฒนาการของสมองได้

ถึงคำถามี่ว่า ควรห้ามไม่ให้ลูกวัยทีนดื่มกาแฟไหม หากมองในภาพรวมแล้ว คงต้องบอกว่าให้เดินสายกลางเป็นหลัก กาแฟแต่ละแก้วอาจมีปริมาณคาเฟอีนที่แตกต่างกันไป ให้ยึดหลักว่า กาแฟหนึ่งแก้วที่มีขนาด 8 ออนซ์ไม่น่าจะมีปริมาณคาเฟอีนเกิน 100 มิลลิกรัมตามที่สมาคมกุมารแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกาแนะนำไว้ และหากลูกวัยทีนดื่มกาแฟในช่วงต้นของวันโดยไม่กระหน่ำน้ำตาลหรือสารอื่นๆที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย พ่อแม่ก็น่าจะไม่มีอะไรต้องกังวล

เพิ่มเราเป็นเพื่อน ข่าว ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ทุกวัน @springnews
เพิ่มเพื่อน

ท้ายที่สุดแล้ว ยังมีงานวิจัยอีกหลายชิ้นที่พบว่า ประโยชน์ของกาแฟมีอยู่ทั้งในกาแฟแบบธรรมดาหรือแบบคาเฟอีนต่ำ นั่นหมายความว่านอกเหนือไปจากคาเฟอีนแล้ว ส่วนประกอบอื่นของกาแฟก็มีประโยชน์เช่นกัน ดังนั้น หากลูกวัยทีนอยากดื่มกาแฟ พ่อแม่ก็อาจแนะนำให้ลูกดื่มกาแฟแบบคาเฟอีนต่ำ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่างๆที่อาจเกิดขึ้น ในขณะเดียวกันก็ยังได้ความรื่นรมย์ของสังคมกาแฟด้วยเช่นกัน