
SHORT CUT
หากการได้มาซึ่งใครสักคน ต้องแลกด้วยการลบล้างตัวตนของเขา สิ่งนั้นยังเรียกว่า ‘ความรัก’ อยู่ไหม? พาสำรวจ Toxic Relationship ใน 'Obsession' หนังที่เตือนสติเราว่า 'ความเห็นแก่ตัว' น่ากลัวกว่าผี
คุณเคยรู้สึกไหมว่า ในยุคสมัยที่เราเชื่อมต่อกันได้ง่ายดายแค่ปลายนิ้ว ความสัมพันธ์ของมนุษย์กลับซับซ้อน เปราะบาง และบ่อยครั้งก็น่ากลัวกว่าเรื่องลี้ลับเสียอีก?
ท่ามกลางกระแสภาพยนตร์สยองขวัญที่มักจะใช้ฉากตกใจ เพื่อเรียกเสียงหวีดร้อง Obsession ผลงานกำกับโดย เคอร์รี บาร์เกอร์ (Curry Barker) กลับสร้างปรากฏการณ์หนังสยองขวัญทุนต่ำที่ทำรายได้ถล่มทลาย ด้วยการเลือกที่จะไม่หลอกหลอนเราด้วยวิญญาณอาฆาต แต่กลับหยิบเอาหน้ากากของ ‘ความคลั่งรัก’ มากรีดเปิดให้เห็นแผลเหวะหวะของความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ การลิดรอนเจตจำนงเสรี และความเห็นแก่ตัวขั้นสุดของผู้ชายขี้แพ้คนหนึ่ง
นี่ไม่ใช่แค่หนังผีหรือหนังระทึกขวัญเหนือธรรมชาติ แต่มันคือภาพสะท้อนเชิงจิตวิทยาของสังคมยุคใหม่ ที่ชวนให้เราตั้งคำถามว่า สิ่งที่เราเรียกมันว่าความรัก แท้จริงแล้วมันคือการอยากเห็นเขามีความสุข หรือแค่ต้องการสนองความต้องการของตัวเอง?
เมื่อความคลั่งรักคือสภาวะ Limerence
เรื่องราวเริ่มต้นที่ ‘แบร์’ ชายหนุ่มผู้ใช้ชีวิตล่องลอยและแอบหลงรัก ‘นิกกี้’ หญิงสาวสุดชิคมาเนิ่นนาน เขาพร่ำเพ้อว่าเธออยู่ในทุกบทเพลงที่เขาฟัง ทว่าหากมองทะลุแว่นตาแห่งความโรแมนติก สิ่งที่แบร์เป็นอยู่คือสภาวะทางจิตวิทยาที่เรียกว่า ‘ลิเมอเรนซ์’ (Limerence) หรืออาการหมกมุ่นคลั่งรักอย่างรุนแรง
ลักษณะสำคัญของ Limerence ไม่ใช่ความปรารถนาที่จะทำให้อีกฝ่ายมีความสุข แต่เป็นความหมกมุ่นที่ต้องการให้อีกฝ่าย ‘ตอบสนองความรู้สึกของตนเอง’ เพื่อมาเติมเต็มหลุมดำในจิตใจ แบร์ไม่ได้สนใจเลยว่านิกกี้เป็นคนอย่างไร ชอบหรือไม่ชอบอะไร เขาพยายามยัดเยียดสร้อยคอคริสตัลที่ขัดกับสไตล์ของเธอสุดขั้ว หรือยอมเรียกเธอด้วยฉายาแย่ๆ อย่าง ‘นิกกี้สุดประหลาด’ เพียงเพราะเพื่อนแนะนำ
ในทางจิตวิทยา แบร์กำลังทำสิ่งที่เรียกว่า การลดทอนความเป็นมนุษย์ เขาลบตัวตนที่มีเลือดเนื้อ มีความคิด และมีชีวิตจิตใจของนิกกี้ทิ้งไป แล้วสวมทับด้วย ‘ภาพแฟนตาซี’ ที่เขาสร้างขึ้นมาเอง ลึกๆ แล้วแบร์ขี้ขลาดเกินกว่าจะสร้างความสัมพันธ์กับมนุษย์ในโลกความจริงที่ควบคุมไม่ได้ เขาจึงเลือกที่จะรักภาพจำลองที่ปลอดภัยแทน
การที่เขาเลือกใช้ทางลัดไปขอพรจาก ‘กิ่งไม้วิลโลว์’ แทนที่จะพยายามจีบเธอด้วยตัวเอง จึงเป็นการปล้นเจตจำนงเสรี (Free Will) ของนิกกี้ไปอย่างเลือดเย็นที่สุด หนังใช้เทคนิคด้านภาพเพื่อตอกย้ำเรื่องนี้อย่างแยบคาย ก่อนคำสาปทำงาน นิกกี้มักปรากฏตัวในแสงสว่าง สวมเสื้อผ้าสีน้ำเงินที่สะท้อนความมีชีวิตและเป้าหมาย แต่เมื่อตกอยู่ใต้คำสาป แสงของเธอสลัวลง สีเสื้อเปลี่ยนเป็นสีแดงแห่งความหมกมุ่น และจบลงที่สีดำมืดมิด สัญลักษณ์ว่าตัวตนของเธอได้ตายจากไปแล้ว
แบร์คือ Incel ตัวจริง หรือแค่ Vol-cel ที่ทำตัวเอง?
หนึ่งในประเด็นที่ถูกถกเถียงกันอย่างมากหลังจากหนังฉาย คือสรุปแล้วผู้ชายอย่างแบร์จัดอยู่ในกลุ่มไหนกันแน่? หากเรานำพฤติกรรมของเขามากางดู จะพบว่ามีการวิเคราะห์ออกเป็น 2 มุมมองหลักที่น่าสนใจครับ
แบร์คือ ‘อินเซล’ (Incel) ภาพแทนของความขี้แพ้ที่เป็นท็อกซิก ในเชิงการจัดประเภทและแก่นเรื่อง ภาพยนตร์ Obsession ถูกยกให้เป็นตัวแทนของหนังแนว ‘อินเซล เฮอร์เรอร์’ (Incel Horror) อย่างแท้จริง โดยแบร์มีลักษณะนิสัยที่สะท้อนภาพเหมารวมของกลุ่มนี้อย่างชัดเจน ทั้งพฤติกรรมความขี้แพ้และเปราะบาง แบร์คือตัวแทนของผู้ชายที่ขาดความมั่นใจในตัวเองอย่างหนัก รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า โดดเดี่ยว และหวาดกลัวการถูกปฏิเสธขั้นสุด จนไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากบอกความรู้สึกของตัวเองออกไปตรงๆ หรือแม้กระทั่งอยากครอบครอง แต่ไม่ได้รัก สิ่งที่แบร์ทำไม่ใช่ความรัก แต่คือความปรารถนาที่จะเอาชนะและครอบครองหญิงสาวที่เขาคิดว่าอยู่สูงเกินเอื้อม เพื่อถมหลุมดำความรู้สึกขาดแคลนของตัวเอง โดยไม่แคร์สิทธิ เจตจำนง หรือความเจ็บปวดของฝ่ายหญิงเลย
ในขณะเดียวกัน แท้จริงแล้วเขาคือ ‘โวล-เซล’ (Vol-cel) ผู้จงใจทิ้งโอกาสดีๆ ไปเอง แต่ในทางจิตวิทยาและการวิเคราะห์ตัวละครอย่างลึกซึ้ง นักวิเคราะห์หลายคนชี้ว่า แบร์ไม่ได้เป็นอินเซลที่ถูกโลกใจร้ายใส่ แต่เขาจงใจทำตัวเองให้โดดเดี่ยว และละทิ้งโอกาสในความสัมพันธ์ไปเองต่างหาก ในเรื่อง แบร์ไม่ได้เป็นไอ้หนุ่มที่ไร้คนสนใจ เขามีตัวละครอย่าง ‘ซาร่าห์’ ผู้หญิงที่สดใส ใส่ใจ มีเคมีเข้ากับเขาได้ดี และพยายามแสดงออกว่าชอบเขาอย่างชัดเจน แต่แบร์กลับเลือกที่จะมองข้าม หันไปหมกมุ่นคลั่งรักกับเป้าหมายที่เกินเอื้อมอย่าง แทน เขาหลงรักเพียงภาพจินตนาการของนิกกี้ โดยไม่ได้สนใจตัวตนที่มีเลือดเนื้อจริงๆ ของเธอเลย เมื่อเขาได้พรวิเศษจากกิ่งไม้วิลโลว์ เขาไม่เลือกใช้มันเพื่อพัฒนาศักยภาพตัวเอง หรือสร้างความมั่นใจให้กลายเป็นคนที่คู่ควร แต่เขากลับเลือกวิธีที่มักง่ายและเห็นแก่ตัวที่สุด คือการบังคับจิตใจคนอื่นเพื่อสนองตัณหาตัวเอง
ความไม่ลงรอยกันทางความคิดใน Toxic Relationship
เมื่อคำสาปทำงาน นิกกี้สูญเสียความเป็นตัวเองและเริ่มมีพฤติกรรมแปลกๆ ภาพเหล่านี้คือภาพของ การควบคุมเชิงบังคับในความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ ที่ฝ่ายหนึ่งถูกล้างสมอง ตัดขาดจากโลกภายนอก และต้องพึ่งพาผู้กระทำแต่เพียงผู้เดียว
แม้สถานการณ์จะพังพินาศแค่ไหน แบร์ก็ยังดันทุรังที่จะทนอยู่ สมองของเขาทำงานผ่านกลไก ความไม่ลงรอยกันทางความคิด เมื่อความจริงตรงหน้ามันแย่เกินรับไหว เขาจึงเลือกใช้กลไกการปฏิเสธ หลอกตัวเองว่านี่แหละคือความรักที่เขาสมควรได้รับ เพราะถ้าเขายอมรับว่าเวทมนตร์นี้สร้างปีศาจ นั่นก็เท่ากับเขายอมรับความจริงอันเจ็บปวดว่า ‘เขาเองที่เป็นคนผิด’
สิ่งที่ต้องชื่นชมผู้กำกับคือ การที่หนังไม่ยอมใช้เรือนร่างของนิกกี้มาสร้างความยั่วยวน (Sexualized) เพื่อสนองสายตาคนดู กล้องมักจับภาพเธอจากระยะไกล หรือจัดแสงให้ใบหน้าของเธอตกอยู่ในเงามืดทะมึนไร้แววตา เพื่อเน้นย้ำถึงความน่าเวทนาของ ‘เหยื่อ’ ที่ถูกริบอำนาจเหนือเนื้อตัวร่างกายของตัวเองไปจนหมดสิ้น
วินาทีที่อีโก้สำคัญกว่าชีวิตมนุษย์
จุดแตกหักที่กรีดหัวใจคนดูที่สุดไม่ใช่ฉากสยองขวัญเลือดสาด แต่คือช่วงเวลาสั้นๆ ที่นิกกี้ตัวจริงได้สติหลุดรอดออกมาจากคำสาป เธอร้องไห้และอ้อนวอนขอให้แบร์ฆ่าเธอทิ้งเสีย เพื่อยุติความทรมานในนรกส่วนตัวที่เขาเป็นคนสร้างขึ้น
ในวินาทีความเป็นความตายที่คนรักกำลังแหลกสลาย คำตอบที่แบร์สวนกลับมาคือ
"การได้อยู่กับผมมันเลวร้ายมากเลยเหรอ?"
ประโยคสั้นๆ นี้เปลื้องผ้าให้เห็นความมืดมิดในจิตใจของแบร์ได้อย่างหมดจด ในทางจิตวิทยา สิ่งนี้เรียกว่า การบาดเจ็บของอีโก้ แบร์ไม่ได้มองเห็นความทุกข์ทรมานระดับสูญเสียความเป็นมนุษย์ของนิกกี้เลยสักนิด เขามองเห็นแต่ความน่าสงสารของตัวเอง เขารู้สึกว่าคำขอร้องของเธอคือการ ‘โจมตี’ ตัวตนของเขา เขาไม่ได้ห่วงใยชีวิตของเธอ เขาสนใจแค่อีโก้ของตนเองที่กำลังถูกทำร้าย
ความรักที่บังคับเอามา ย่อมไม่ใช่ความรัก
ท้ายที่สุดแล้ว Obsession ทำหน้าที่วิพากษ์สังคมได้อย่างแหลมคม มันกระซิบบอกเราว่า หากการได้มาซึ่งความสัมพันธ์ ต้องแลกมาด้วยการบังคับ ลบล้างอัตลักษณ์ และพรากความยินยอม (Consent) ของอีกฝ่ายไปจนหมดสิ้น สิ่งที่เรากำลังกอดรัดไว้อย่างหวงแหนนั้น ย่อมไม่มีวันเรียกว่า ‘ความรัก’ มันคือการกักขังหน่วงเหนี่ยว และการตอบสนองความเห็นแก่ตัวอันไร้ขอบเขต
ปีศาจที่น่ากลัวที่สุดในเรื่องนี้ อาจจะไม่ใช่เวทมนตร์ หรือกิ่งไม้วิลโลว์ต้องสาปที่ไหน แต่คือความอ่อนแอและความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ ที่หลงคิดไปว่าตนเองมีสิทธิ์ไปครอบครองชีวิตของผู้อื่นต่างหาก