
SHORT CUT
เมื่อสกุชชี่ไม่ได้มีไว้แค่เด็กเล่น เจาะกระแสคนไทยตามหา 'Mido' สกุชชี่เนื้อหนึบฮีลใจวัยทำงาน ดันราคาตลาดรองพุ่งแตะหลักพัน พร้อมเปิดคลังคำศัพท์สุดแปลกในกลุ่มสะสม
ปรากฏการณ์ความนิยมของ 'สกุชชี่' ในประเทศไทยกำลังก้าวข้ามขีดจำกัดของคำว่าของเล่นเด็ก สู่การเป็น 'ของสะสมฮีลใจ' สำหรับชาวมิลเลนเนียลและพนักงานออฟฟิศ
หนึ่งในแบรนด์ที่กำลังเป็นกระแสไวรัลและถูกพูดถึงมากที่สุดคือ 'Mido' (มิโดะ) ซึ่งเป็นแบรนด์ที่มีฐานการผลิตในประเทศจีน และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายผ่านร้านจำหน่ายของสะสมในสิงคโปร์และฮ่องกง ก่อนที่จะกลายมาเป็นเทรนด์ในไทย
คอนเทนต์ 'ASMR บีบสกุชชี่' ที่เน้นเสียงความหนึบและสโลว์ ทำให้คนดูเกิดความรู้สึก 'อยากบีบตาม' จนต้องไปตามหาซื้อ ซึ่งเป็นกลยุทธ์การตลาดแบบไวรัลที่ทรงพลังมากในยุคนี้
สาเหตุหลักที่ทำให้ สกุชชี่ Mido กลายเป็นแบรนด์ฮิต เกิดจาก 'เนื้อสัมผัส' ที่แตกต่างจากสกุชชี่ทั่วไป โดยมีเนื้อที่แน่น นุ่ม และมีความหนึบติดมือเล็กน้อย เมื่อบีบแล้วจะคืนตัวอย่างช้าๆ ที่เรียกว่า 'สโลว์' บวกกับการออกแบบที่น่ารัก ถ่ายรูปขึ้นกล้อง และเก็บรายละเอียดได้ดีเยี่ยม
เช่น รุ่นคุกกี้ช็อกโกแลตที่มีการสลักคำภาษาญี่ปุ่น หรือซีรีส์คาแรกเตอร์หน้าตากวนๆ อย่างซีรี่ย์ 'จมูกแดง' ที่กำลังฮิต
กระแสดังกล่าวทำให้เกิด 'คอมมูนิตี้สกุชชี่' ที่เหนียวแน่นในไทย โดยเฉพาะในกลุ่มเฟซบุ๊ก ภายในกลุ่มมีการซื้อขายที่ใช้คำศัพท์เฉพาะ เช่น 'จมด' (จมูกแดง) , 'เทียบ 1' (สภาพมือสองที่ใกล้เคียงมือหนึ่ง), 'พก' (พร้อมกล่อง), 'ตน.' (มีตำหนิ) และ 'ประมง' (ประมูล)
ความต้องการที่สูงบวกกับสินค้าบางรุ่นผลิตไม่ทันและกลายเป็นของหายาก ทำให้มีผู้นำเข้าสินค้ามาอัปราคา จากเดิมที่เริ่มต้นเพียง 200-300 บาท ปัจจุบันราคาในตลาดรองพุ่งสูงถึง 500-1,500 บาท หรือทะลุหลายพันบาทในรุ่นที่หายากมาก
จากเดิมที่สกุชชี่เคยเป็นเพียงของเล่นบีบคลายเครียดขวัญใจเด็กๆ และวัยรุ่น แต่ในปัจจุบัน วงการสกุชชี่ในประเทศไทยได้ยกระดับไปไกลกว่าเดิมมาก กลุ่มผู้เล่นในไทยยังเติบโตสู่กลุ่มคนทำงาน ที่พร้อมเปย์ให้กับความน่ารักและคุณค่าทางจิตใจ ทำให้สกุชชี่ในวันนี้กลายเป็นทั้งของสะสมที่มีมูลค่า