
ทำไมมหากาพย์กรีก 2,600 ปีถึงเป็นพล็อตอมตะที่ฮอลลีวูดและ 'คริสโตเฟอร์ โนแลน' ขาดไม่ได้? ถอดรหัสความลับของ The Odyssey ก่อนตีตั๋วไปพิสูจน์ความยิ่งใหญ่ 16 ก.ค. นี้
ในวันที่ 16 กรกฎาคมนี้ โรงภาพยนตร์ทั่วไทยกำลังจะต้อนรับการมาถึงของผลงานฟอร์มยักษ์แห่งปีจาก คริสโตเฟอร์ โนแลน (Christopher Nolan) ที่ตัดสินใจหยิบเอามหากาพย์กรีกโบราณอายุกว่า 2,600 ปีอย่าง 'The Odyssey' (โอดิสซี) มาตีความใหม่บนจอ IMAX
คำถามที่น่าสนใจในมุมมองของ Pop Culture และอุตสาหกรรมภาพยนตร์ก็คือ ท่ามกลางยุคที่ฮอลลีวูดสามารถสร้างโลกใบใหม่ได้ด้วย CGI หรือแต่งพล็อตล้ำยุคทะลุจักรวาลได้สบายๆ ทำไมมนต์ขลังของ The Odyssey ถึงยังไม่เสื่อมคลาย? ทำไมคนทำหนังถึงยังคงหยิบยืมโครงสร้างของมันมาใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนมาถึงคิวของเสด็จพ่อโนแลน?
การเล่าเรื่องแบบทูอินวัน ที่ยังคงล้ำมาจนถึงยุคนี้
ในแวววงของคนทำหนัง The Odyssey ถือเป็นการเล่าเรื่องแบบ The Hero's Journey แต่สิ่งที่ทำให้มันเหนือชั้นคือการแบ่งออกเป็นองก์ของเรื่องที่มีรสชาติ ความรู้สึก ต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่กลับเชื่อมโยงกันได้อย่างไร้รอยต่อ
Road Movie เอาชีวิตรอด
การเดินทางรอนแรม 10 ปี ของโอดิสซีอุส ถูกเล่าแบบผ่านด่าน เหมือนกับเกมที่ต้องเอาชีวิตรอด เขาต้องเจอกับเกาะยักษ์ตาเดียว ทะเลนางเงือกไซเรน หรือแม่มด นี่คือต้นแบบของหนังเอาชีวิตรอดที่ตัวเอกต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปเรื่อยๆ ท่ามกลางทรัพยากรที่ค่อยๆ ร่อยหรอลง
ในขณะที่ครึ่งหลัง ที่หลังจากกลับถึงเกาะอิทากะ โทนเรื่องก็เปลี่ยนจากหนังผจญภัยกลายเป็นหนังแนวระทึกขวัญ ที่พบว่าบ้านถูกชายฉกรรจ์ยึดครอง โอดิสซีอุสไม่ใช้วิธีพุ่งเข้าไปสู้ตรงๆ แต่ปลอมตัว วางแผน ล็อกประตู ปิดทางหนี และเปิดฉากเชือดศัตรูทิ้งทีละคน โครงสร้างความสะใจแบบนี้แหละ ที่ถูกส่งต่อไปยังหนังแอคชั่นยุคใหม่อย่าง John Wick หรือ The Equalizer
วีรบุรุษ'สีเทา'
คนเรามักจะอินกับตัวละครที่ดูมีความเป็นมนุษย์ มากกว่าเทพเจ้าที่ไร้ที่ติ โอดิสซีอุสไม่ใช่คนดี 100% เขาเต็มไปด้วยความกลัว ความหยิ่ง และตัดสินใจพลาดจนพาคนอื่นตายแต่สิ่งที่ทำให้รอดมาได้คือไหวพริบและการโกหก วีรกรรมระดับตำนานคือตอนที่เขาหลอกยักษ์ไซคลอปส์ว่าตัวเองชื่อ "ไม่มีใคร" (Nobody) พอเขาแทงตายักษ์จนบอด ยักษ์ร้องตะโกนขอความช่วยเหลือว่า "ช่วยด้วย! ไม่มีใครทำร้ายข้า!" ทำให้เพื่อนยักษ์ตัวอื่นไม่มาช่วย ความเจ้าเล่ห์และบาดแผลในใจของเขา เปิดทางให้ฮอลลีวูดสร้างคาแรคเตอร์ประเภท Anti-Hero ที่น่าเอาใจช่วยขึ้นมาได้อีกนับไม่ถ้วน
ศัตรูที่แท้จริงคือ 'การสูญเสียตัวตน'
สิ่งที่ทำให้ The Odyssey ลึกซึ้งกว่าหนังผจญภัยทั่วไป คือการโยนคำถามปรัชญาใส่คนดู อุปสรรคที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ความตาย แต่คือสิ่งยั่วยุที่ทำให้เราลืมเป้าหมายในชีวิต เกาะของพวกกินดอกบัว ที่กินแล้วจะเคลิบเคลิ้มจนไม่อยากกลับบ้าน หรือข้อเสนอชีวิตอมตะของนางไม้คาลิปโซ แลกกับการทิ้งครอบครัว สิ่งเหล่านี้คือบุคลาธิษฐาน ของกิเลส สิ่งเสพติด และความสะดวกสบายที่ดึงรั้งเราไว้ มันคือการต่อสู้กับอัตลักษณ์ของตัวเอง ซึ่งพล็อตแนวนี้ทำงานได้ดีมากในหนังแนว Psychological Thriller หรือ Sci-Fi
บทความวิเคราะห์ล่าสุดจาก The Guardian ได้วิเคราะห์ไว้ว่า แก่นแท้ของ The Odyssey คือดีเอ็นเอเดียวกับที่ไหลเวียนอยู่ในผลงานทุกเรื่องของโนแลน แก่นที่ว่าคือ Nostos ที่โอดิสซีอุสไม่ได้อยากกู้โลก เขาแค่ทหารผ่านศึกที่บอบช้ำ (PTSD) และอยากกลับไปกอดครอบครัว
The Guardian ชี้ให้เห็นว่า โนแลนมักจะหมกมุ่นกับประเด็นเรื่องเวลาที่สูญหายไป และการดิ้นรนกลับมาหา อย่างเรื่อง Inception ที่ตัวเอกต้องฝ่าฟันโลกความฝันเพื่อกลับไปหาลูก หรือ Interstellar ที่พระเอกยอมเสี่ยงตายทะลุรูหนอน โดยมีอุปสรรคคือเวลาที่ถูกพรากไปเพราะแรงโน้มถ่วง ไม่ต่างอะไรจากโอดิสซีอุสที่ถูกเทพเจ้าโพไซดอนพรากเวลา 10 ปีไปจากชีวิต
ความน่าดูของโปรเจกต์นี้ไม่ได้มีแค่ชื่อของโนแลนและโครงเรื่องระดับตำนาน แต่ยังรวมถึง แคสต์นักแสดงที่เรียกได้ว่าขนกันมาทั้งวงการฮอลลีวูด
โนแลนดึงเอานักแสดงคู่บุญอย่าง แมตต์ เดมอน (Matt Damon) มารับบท โอดิสซีอุส ทหารผ่านศึกผู้เหนื่อยล้า ประกบคู่กับ แอนน์ แฮททาเวย์ (Anne Hathaway) ในบท เพเนโลปี ภรรยาผู้เฝ้ารอคอยอย่างภักดี และเสริมทัพด้วยซูเปอร์สตาร์รุ่นใหม่อย่าง ทอม ฮอลแลนด์ (Tom Holland) ในบท เทเลมาคัส ลูกชายที่ต้องยืนหยัดปกป้องบ้านเกิด พร้อมด้วยนักแสดงแถวหน้าอย่าง เซนเดยา (Zendaya), รอเบิร์ต แพตตินสัน (Robert Pattinson) และ ลูพิตา ญองโง (Lupita Nyong'o) แค่เห็นรายชื่อนักแสดง ก็การันตีได้แล้วว่าเราจะได้เห็นการปะทะอารมณ์ที่เข้มข้นทะลุจอแน่นอน
ท้ายที่สุดแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่โครงสร้างของ The Odyssey จะกลายเป็นเหมือนพิมพ์เขียวที่ถูกหยิบขึ้นมาเล่าหลายต่อหลายครั้ง แต่สิ่งที่ทำให้ภาพยนตร์ 'The Odyssey' ฉบับปี 2026 น่าจับตามากขึ้นไปอีก ก็คงไม่พนการที่มันถูกส่งไม้ต่อมาอยู่ในมือของผู้กำกับอย่าง คริสโตเฟอร์ โนแลน
สิ่งที่เราคาดหวังจะได้เห็นจากผลงานเรื่องนี้ จึงไม่ใช่แค่การเล่านิทานกรีกโบราณ แต่มันคือการยกระดับตำนานการดิ้นรนเอาชีวิตรอด การใช้ไหวพริบ การต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ขั้นสุดตามสไตล์โนแลน
มหากาพย์การเดินทางกลับบ้านที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ กำลังจะถูกชุบชีวิตขึ้นมาใหม่อีกครั้ง วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคมนี้ เคลียร์คิวของคุณให้ว่าง กำตั๋วในมือให้แน่น แล้วไปพิสูจน์ความยิ่งใหญ่ของ The Odyssey บนจอยักษ์