'Grab and Go' คว้าทุกโอกาสแล้วลุย บทเรียนชีวิตการทำงาน จากซิกเว้ เบรกเก้ ถึงเหล่า First Jobber

'Grab and Go' คว้าทุกโอกาสแล้วลุย บทเรียนชีวิตการทำงาน จากซิกเว้ เบรกเก้ ถึงเหล่า First Jobber

บทเรียนจาก 'ซิกเว่ เบรกเก้' ถึง First Jobber ชี้ช่องคว้าโอกาสแบบ Grab and Go ย้ำ AI ไม่แย่งงาน พร้อมแนะทริคบาลานซ์ชีวิต 'แค่ต้องสนุกกับสิ่งที่ทำ'

SHORT CUT

  • คว้าโอกาสและพร้อมยืดหยุ่น 'Grab and Go' ไม่จำเป็นต้องวางแผนชีวิตการทำงานให้สมบูรณ์แบบตั้งแต่ต้น ให้มุ่งมั่นกับโอกาสตรงหน้า การย้ายงานคือการเปิดกว้างรับทักษะใหม่และเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง
  • 'AI ไม่น่ากลัว เท่าคนที่ใช้ AI เป็น' เทคโนโลยีจะไม่มาแย่งงานเด็กจบใหม่ที่มีความเข้าใจโลกดิจิทัล (Born AI) สิ่งสำคัญคือการเรียนรู้ที่จะประยุกต์ใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยทำงาน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานระดับจูเนียร์หรือผู้บริหาร
  • สร้างสมดุลชีวิตด้วยความสนุกในการทำงาน 'Work-Life Balance' ที่แท้จริงเกิดจากการค้นพบคุณค่าและรักในงานที่ทำ หากสอดแทรกความสนุกลงไปในการทำงานได้ ชีวิตส่วนตัวและการทำงานจะผสมผสานกันอย่างลงตัวโดยธรรมชาติ ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพพักผ่อนให้เพียงพอ

บทเรียนจาก 'ซิกเว่ เบรกเก้' ถึง First Jobber ชี้ช่องคว้าโอกาสแบบ Grab and Go ย้ำ AI ไม่แย่งงาน พร้อมแนะทริคบาลานซ์ชีวิต 'แค่ต้องสนุกกับสิ่งที่ทำ'

การเป็น ‘เด็กจบใหม่’ หรือ First Jobber น่าจะเป็นหนึ่งในบทบาทที่ท้าทายมากที่สุดบทหนึ่งในชีวิตคนเรา เพราะมันหมายถึงการยืนอยู่หน้าเส้นทางอันยาวไกลของชีวิตการทำงาน ยากจะรู้ว่ามีอะไรรออยู่ ในขณะเดียวกันเบื้องหลังคือระบบการศึกษาพื้นฐานที่ไม่รู้ว่าเตรียมพร้อมเราไว้ดีพอจะก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงหรือไม่

SPRiNG ร่วมกับ True Corporation จัดกิจกรรม HOPE CLUB ชวนคนรุ่นใหม่และ First Jobber ในหลากหลายสาขา จากบริษัทชั้นนำ มานั่งล้อมวงคุยกับ คุณซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในหัวข้อยอดฮิตของเด็กจบใหม่ ไม่ว่าจะเป็น ความคาดหวัง vs โลกการทำงานจริง, อนาคตทำงานเป็นอย่างไร, และ Work-Life Balance เป็นจริงได้ไหม 

เมื่อชีวิตการทำงานจริง อาจไม่เหมือนที่ฝันไว้?

ก่อนจะก้าวเข้าเส้นทางการทำงาน เด็กจบใหม่แทบทุกคนคงมี ‘ภาพในหัว’ ที่สร้างเอาไว้ ทั้งคาดเดา ทั้งวางแผนว่า โลกการทำงานของฉันจะเป็นอย่างไร ข้อนี้หลายคนในวงสนทนา HOPE CLUB สะท้อนว่า ภาพในหัวกับโลกการทำงานที่แท้จริงนั้น ‘แตกต่างกัน’

บางคนสะท้อนว่า ระบบการศึกษาไม่ได้เตรียมพร้อม Soft Skill ให้เด็กจบใหม่ได้มากพอ ทั้งทักษะการสื่อสาร การฟัง การปรับตัว โดยเฉพาะในโลกการทำงานที่มีทรัพยากรจำกัด ทั้งเวลา แรงงาน หรืองบประมาณ กล่าวโดยสรุป การศึกษาอาจเตรียมความพร้อมให้ First Jobber ได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ครอบคลุม และเพราะความจริงไม่เหมือนที่คิดไว้นี่เอง จึงอาจเป็นสาเหตุให้หลายคนเลือกย้ายที่ทำงาน ไม่ก็เปลี่ยนสายงาน กลายเป็นคนทำงาน ‘ไม่ตรงสาย’ เสียเลย  

'Grab and Go' คว้าทุกโอกาสแล้วลุย บทเรียนชีวิตการทำงาน จากซิกเว้ เบรกเก้ ถึงเหล่า First Jobber

“ไม่ต้องวางแผนชีวิตเร็วนักหรอก ผมแค่ทำทุกครั้งให้ดีที่สุดแล้วก็จะมีโอกาสเข้ามา คว้ามันซะแล้วก็เริ่มต้นใหม่ นี่ยังไงบทเรียนชีวิตผม” คุณซิกเว่ เบรกเก้ เล่าบทเรียนชีวิตจากเด็กจบใหม่สู่ CEO  

Grab and Go คว้าโอกาสแล้วลุย คือสิ่งที่คุณซิกเว่ เบรกเก้ ทำมาตลอดชีวิต  

เส้นทางการทำงานของคุณซิกเว่ เบรกเก้ เริ่มตอนเขาอายุ 19 ปี ในฐานะครูชั้น ป.6 ของโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งในนอร์เวย์ ประเทศบ้านเกิด หลังจากนั้น 1 ปี เขาลาออกจากงานสอนด้วยความเบื่อ กลับมาดูแลฟาร์มของครอบครัวก่อนจะเปลี่ยนงานอีกครั้ง 

คุณซิกเว่เปลี่ยนงานแบบ Job Hopper คล้ายกับเทรนด์การทำงานในยุคหลังของคน Generation Z ได้ลองทำทั้งงานโฆษณา ทำงานการเมืองเต็มเวลาจนได้เป็นรองรัฐมนตรี เป็นทหารนาน 4 ปี ได้ทำงานด้านนโยบายต่างประเทศที่ฮาร์วาร์ด ทำงานสายโทรคมนาคม จนได้นั่งตำแหน่ง CEO ของบริษัทการสื่อสารเจ้าใหญ่ของไทย 2 เจ้า และหนึ่งในนั้นคือ True Corporation  

“ข้อคิดจากเรื่องนี้คือ อย่ามั่นใจไปว่ารู้แล้วว่า ปลายทางชีวิตการทำงานจะไปอยู่ที่ไหน” คุณซิกเว่ย้ำ  

จากยุคสมัยก่อน ที่สังคมยังเชื่อในการทำงานที่ใดที่หนึ่งนาน ๆ เพื่อสร้างความมั่นคง มาถึงยุคปัจจุบัน กับเหล่าคน Generation Z ที่มีภาพจำบนโลกอินเทอร์เน็ตว่า เปลี่ยนงานเป็นว่าเล่น หลายครั้งถูกแปะป้ายว่าไม่มีความอดทน 

แต่คุณซิกเว่กลับเป็นคนเจนฯ เก่าที่เห็นต่าง โดยมองว่า การย้ายงานคือการเรียนรู้ คือการขยายทักษะเราให้กว้างมากยิ่งขึ้น  

คุณซิกเว่ทำงานทั้งในนอร์เวย์ สหรัฐอเมริกา เดินทางทั่วเอเชีย ขยายธุรกิจเข้าไปในบังกลาเทศ ปากีสถาน อินเดีย เมียนมา ก่อนจะมาเป็นผู้นำธุรกิจสื่อสารในไทย ซึ่งการเดินทางไปทั่วโลกนี้เองคือ ‘สูตรลับ’ (Secret Sauce) ความสำเร็จของเขา  

'Grab and Go' คว้าทุกโอกาสแล้วลุย บทเรียนชีวิตการทำงาน จากซิกเว้ เบรกเก้ ถึงเหล่า First Jobber

“ยิ่งเรารู้กว้างมากขึ้นเท่าไร คุณจะสามารถนำธุรกิจขนาดใหญ่ได้มากเท่านั้น ฉะนั้น ถ้าเบื่อเมื่อไรก็ย้ายไปต่อเลย ไม่ต้องติดอยู่ที่เดิมหรอก” เป็นคำแนะนำจากคุณซิกเว่ต่อเหล่า First Jobber ในวงพูดคุยดังกล่าว  

ด้าน ศ.ดร.ยศชนัน ได้ให้มุมมองในฐานะคนวงการการศึกษาชี้ว่า การโยกย้ายสายงาน จนกระทั่งการตั้งต้นทำธุรกิจด้วยตัวเอง เป็นผู้ประกอบการจบใหม่ ล้วนเป็นวิธีการในการเรียนรู้ และสถานศึกษาควรเป็นที่ส่งเสริมให้เด็กพร้อมที่จะย้ายและเริ่มได้  

“นี่เป็นเหตุผลว่าทำไม ‘พื้นที่เปิดกว้าง’ จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก และเป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยควรมี เป็นพื้นที่ ๆ มีอุปกรณ์ดีเยี่ยมในแล็บ เข้าถึงได้โดยที่ไม่ต้องซื้อหรือเช่า หากเรามีพื้นที่แบบนี้ตั้งแต่ตอนเรียนจะเป็นสิ่งดีมาก” ศ.ดร.ยศชนันกล่าว  

เมื่อระบบการศึกษาเตรียมพร้อมให้นักเรียนยืดหยุ่น พร้อมรับความเปลี่ยนแปลง เส้นทางการทำงานคือเส้นทางการเรียนรู้ตลอดชีวิต และชีวิตการทำงานแม้จะไม่เหมือนที่คิดไว้ แต่อาจจะเป็นการผจญภัยที่สนุกกว่าที่คิดก็ได้  

“หาสิ่งแวดล้อมใหม่ตลอดเวลา นั่นแหละวิธีที่คุณจะได้เรียนรู้ และเตรียมพร้อมรับอนาคต” คุณซิกเว่สรุป 

AI ไม่น่ากลัวสำหรับเด็กจบใหม่ ..มีสิ่งอื่นที่น่ากลัวยิ่งกว่า

เมื่อตั้งหลักได้แล้วว่า ชีวิตการทำงานคือการผจญภัย เด็กจบใหม่ควรจะยืดหยุ่นพร้อมรับมือ แต่ในโลกที่เทคโนโลยีเติมเชื้อเพลิงให้โลกหมุนไวขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะการเกิดขึ้นของ AI ทำอย่างไร ถึงจะสามารถกอดตำแหน่งงานไว้ได้อย่างปลอดภัย?  

คุณซิกเว่ กล่าวว่า AI และเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างพนักงานในองค์กรเป็นรูปตัว X นั่นคือ มีคนจำนวนมากที่ด้านบน คือระดับผู้บริหารที่คอยคิดวิเคราะห์ทิศทางองค์กร และมีคนอีกจำนวนมากที่ฐานอย่างเด็กจบใหม่ ส่วนตำแหน่งงานที่จะหายไปคือระดับกลาง หรือคนที่ทำงานมาถึงวัยกลางคน

เขายังวิเคราะห์ว่า การที่เด็กจบใหม่ไม่ได้หายไปจากตลาดแรงงานอย่างที่คนกลัวกัน เป็นเพราะคุณสมบัติที่เรียกว่า ‘Born AI’

“คุณยังต้องการให้มีจูเนียร์ทำงานอยู่ เพราะคุณต้องการคนที่เข้าใจคนรุ่นใหม่ คนที่ผมเรียกว่า Born AI หรือคน Born Digital เรายังต้องการจูเนียร์เป็นรากฐานขององค์กร ผมว่านี่แหละคือองค์กรยุคใหม่ และถ้าไม่ทำแบบนี้ ก็ไม่สามารถเป็นบริษัท AI เต็มตัวได้”  

“ดังนั้นถ้าคิดว่า จะไม่มีงานให้เด็กจบใหม่ทำ ผมว่าคุณคิดผิดแล้ว” คุณซิกเว่สรุป  

'Grab and Go' คว้าทุกโอกาสแล้วลุย บทเรียนชีวิตการทำงาน จากซิกเว้ เบรกเก้ ถึงเหล่า First Jobber

เมื่อ CEO วัยเก๋าประเมินแล้วว่า AI อาจไม่แย่งงานเด็กจบใหม่มากเท่าที่หลายคนกังวล เหล่าเด็กจบใหม่ในวงพูดคุยก็ร่วมกันแชร์มุมมองว่า ทำไมพวกเขาเองก็คิดว่า AI จะมาแย่งงานมนุษย์ไม่ได้  

“ยิ่งผมใช้ AI ทำงานมากเท่าไร ก็ยิ่งมั่นใจว่า AI จะมาแย่งงานคนไม่ได้” สาเหตุก็เพราะ AI ยังมีข้อผิดพลาดอยู่มากที่ต้องใช้มนุษย์ตรวจสอบ ตัดสินใจ การทำงาน และการวิเคราะห์ และยังเป็นเพราะงานที่ใช้ AI ทำทั้งหมด ยังขาด ‘ความเป็นมนุษย์’ โดยเฉพาะการเข้าใจมิติทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่คนในโลกดิจิทัลโหยหา  

“ดังนั้น AI ไม่ใช่คู่แข่งที่น่ากลัว แต่คือ ‘คนที่ใช้ AI ได้เก่ง’ ต่างหาก” First Jobber บางคนสรุป 

คุณซิกเว่เน้นย้ำว่า แม้ไม่ใช่จูเนียร์หรือคนรุ่นใหม่ ทักษะการใช้ AI ก็เป็นสิ่งสำคัญ และยิ่งเมื่อ AI กำลังจะเข้ามาปฏิรูปโครงสร้างองค์กร ผู้บริหารคือคนที่ควรรู้จัก AI อย่างมาก  

“ผมคิดว่าผู้บริหารระดับสูงและผู้จัดการทุกคนควรรู้จักว่า AI ทำอะไรได้บ้าง แน่ล่ะว่า ผมไม่มีทางไปแข่งกับ Software Engineer หรือนักวิทยาศาสตร์ได้ เพราะนั่นไม่ใช่ทักษะของผม แต่ผมก็ต้องเข้าใจได้ว่า AI ทำอะไรให้บริษัทของได้บ้าง”

วิธีสร้างสมดุลการทำงาน ให้ใช้ชีวิตอย่างเป็นสุข

Work-Life Balance คือวลีที่วัยทำงานหลายคนใช้เตือนใจตัวเอง ไม่ให้ทำงานหนักเกินไป จนละเลยความสำคัญด้านอื่นในชีวิต อย่างครอบครัว สุขภาพ เพื่อน ความสัมพันธ์ หรืองานอดิเรก แต่ว่าในชีวิตการทำงานจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าอยากจะไต่บันได corporate ไปให้ถึงระดับ CEO อย่างคุณซิกเว่ สิ่งนี้จะสามารถทำได้จริงไหม?  

'Grab and Go' คว้าทุกโอกาสแล้วลุย บทเรียนชีวิตการทำงาน จากซิกเว้ เบรกเก้ ถึงเหล่า First Jobber

คุณซิกเว่เล่าว่า เขามี ‘โชคดี 2 ข้อ’ ตลอดชีวิตการทำงาน ที่ทำให้การหาสมดุลระหว่างงาน และชีวิตส่วนตัวไม่เคยเป็นปัญหา  

“ไม่ว่าจะทำงานในฟาร์ม ตอนเป็นครู เป็นนักการเมือง หรือนักธุรกิจ ข้อที่ 1 ก็คือต้องรักในสิ่งที่ทำอยู่”  

ข้อนี้คุณซิกเว่ขยายความว่า เราไม่จำเป็นต้องทำงานที่ดีที่สุด ได้เงินมาก หรือเป็นงานในฝัน แต่อย่างน้อยต้องรู้สึกว่า มีตัวตนของเราอยู่ในงานนั้น  

'Grab and Go' คว้าทุกโอกาสแล้วลุย บทเรียนชีวิตการทำงาน จากซิกเว้ เบรกเก้ ถึงเหล่า First Jobber

“คุณต้องรู้สึกว่าคุณสร้างคุณค่าจากงานนั้นได้ ต้องรู้สึกว่า ได้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ตอนตื่นมาเช้าวันจันทร์จะได้รู้สึกว่า ‘เยี่ยม ได้เริ่มต้นอาทิตย์ใหม่แล้ว!’ ” เขาขยาย  

“หลายคนมัวแต่ทำงานที่ตัวเองเบื่อ เวลาทำงานคือการนั่งมองนาฬิกาและคอยว่าเมื่อไหร่จะได้กลับบ้าน ถ้าทำงานแบบนั้นอยู่การสร้าง Work-Life Balance ก็จะสำคัญมาก เพราะการทำงานมีไว้หาเงินอย่างเดียว นอกที่ทำงานต่างหากคือที่ที่คุณรู้สึกว่า ได้ใช้ชีวิต ผมก็เคยเบื่องานเหมือนกัน แต่พอผมเริ่มเบื่อ ผมก็ลาออก ฉะนั้นเทคนิคที่ผมจะบอกก็คือ ให้มองตัวเองในกระจกแล้วถามคนในกระจกว่า รักสิ่งที่ทำอยู่รึเปล่า”  

'Grab and Go' คว้าทุกโอกาสแล้วลุย บทเรียนชีวิตการทำงาน จากซิกเว้ เบรกเก้ ถึงเหล่า First Jobber

First Jobber บางคนคำถามว่า แล้วคนที่ย้ายงานไม่ได้ด้วยความจำเป็นล่ะ ควรจะทำอย่างไร คุณซิกเว่ให้คำแนะนำว่า อาจต้องพยายามหาข้อดีที่ทำให้เรามีความสุขกับงานในบางแง่มุม เช่น เพื่อนร่วมงาน หรือลองปรับวิธีทำงานใหม่ ใส่ความเป็นตัวเองลงไป หาวิธีที่ทำให้การทำงานสนุกที่สุดเท่าที่สถานการณ์นั้นจะอำนวยได้ 

วิธีคิดนี้เองทำให้คุณซิกเว่ มีโชคดีข้อ 2 “ข้อที่ 2 คือ ผมสนุกอยู่เสมอ สำหรับผมความสุขไม่ใช่แค่ตอนอยู่กับเพื่อน ครอบครัว หรือได้ทำงานอดิเรก ตอนทำงานก็สนุกได้เหมือนกัน ถ้าคุณไม่ได้ยิ้มที่ทำงาน ไม่ได้หัวเราะกับเพื่อนร่วมงาน ผมว่าแบบนี้มันผิด”  

คุณซิกเว่สรุปว่า เมื่อสองสิ่งนี้มารวมกัน ทั้งงานและชีวิตจะ ‘สอดประสานและสร้างสมดุล’ กันโดยที่เราไม่ต้องกังวล

อย่างไรก็ตาม แนวคิดของคุณซิกเว่ ที่ให้ 1.รักงานที่ตัวเองทำ และ 2.ทำให้งานสนุกอยู่เสมอ ก็ไม่ได้หมายความว่า เราต้องสละความสุขด้านอื่นในชีวิต เขายังแนะนำว่า คุณต้องดูแลร่างกายให้ดี พักผ่อน ออกกำลังกาย และกินอาหารที่มีประโยชน์ ไปคู่กัน  

เมื่อวงสนทนาระหว่าง Group CEO ของทรูฯ และเหล่าเด็กจบใหม่สิ้นสุดลง ข้อคิดการทำงานที่ทุกคนได้รับกลับไป คือการยืดหยุ่นพร้อมรับทุกสถานการณ์, ติดอาวุธให้ตัวเองด้วยการเข้าใจเทคโนโลยี และหาสมดุลระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัว โดยต้องรักในสิ่งที่ทำ-ทำทุกอย่างด้วยความสนุก

ทั้งหมดกลั่นมาจากประจำการทำงานทั่วโลก ตลอด 47 ปีที่ผ่านมาของคุณซิกเว่ เบรกเก้ ที่ยังทำงานด้วยความสนุกในทุก ๆ วัน

related