
‘Chiikawa’ แอนิเมชันสุดน่ารัก กลายเป็นภาพยนตร์ที่ทำเงินสูงสุดในญี่ปุ่นแซงหน้าภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ไปได้ แต่สิ่งที่ทำให้แมสนั้นก็แอบมีความมืดมนซ่อนอยู่เหมือนกัน
ถ้าพูดถึง ‘ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์’ ที่เพิ่งเข้าฉายไปในช่วงนี้ หลายคนคงนึกถึง ‘The Odyssey’ และ ‘Spider-Man: Brand New Day’ เพราะเข้าฉายในหลายประเทศและสร้างรายได้ได้แบบถล่มทลายสมการรอคอยของใครหลายคน แต่กลับไม่ใช่ที่ ‘ญี่ปุ่น’
เพราะภาพยนตร์ที่คนทั้งประเทศนั้นเทใจให้กลับเป็นแอนิเมชันสุดแสนจะน่ารักอย่าง ‘Chiikawa the Movie: The Secret of the Mermaid Island’ ที่นอกจากจะมีรายได้แซงหน้า Spider-Man แล้ว ยังเข้าฉายในระบบ IMAX อีกด้วย จนทำให้ The Odyssey ต้องเข้าฉายที่ญี่ปุ่นช้ากว่าประเทศอื่น (แต่มีบางข้อมูลอ้างว่าปกติแล้วภาพยนตร์ต่างประเทศมักเข้าฉายที่ญี่ปุ่นช้ากว่าที่อื่น)
หลายคนอาจสงสัยว่า ‘Chiikawa’ หรือ ‘จิคาวะ’ คืออะไร และเป็นเรื่องราวแบบไหน มีอะไรโดดเด่น ทำไมถึงได้เอาชนะภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ไปได้ ครั้งนี้เราจะมาเล่าให้ฟังกันคร่าวๆ
สำหรับความหมายของชื่อนั้น คำว่า ‘Chiikawa’ หรือ จิคาวะ มาจากการย่อคำภาษาญี่ปุ่นว่า Nanka Chiisakute Kawaii Yatsu ซึ่งแปลว่า ‘อะไรสักอย่างที่ตัวเล็กๆ และน่ารัก’
สร้างโดย Nagano นักวาดภาพประกอบชาวญี่ปุ่นผู้เริ่มต้นจากการโพสต์ภาพวาดลายเส้นและมังงะช่องเดี่ยวลงบน ทวิตเตอร์ (หรือ X) ตั้งแต่เดือนกันยายน 2017 และเริ่มเปิดบัญชีทางการในเดือนมกราคม 2020
โดยความนิยมของจิคาวะนั้นพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วผ่านตัวเลขผู้ติดตามบนทวิตเตอร์ ที่เพิ่มขึ้นจาก 10,000 คนในปี 2020 ทะยานสู่ 400,000 คนในปี 2021 และเกือบแตะ 4 ล้านคนภายในปี 2025 ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับแฟรนไชส์ยักษ์ใหญ่อย่าง Demon Slayer, Pokémon และ One Piece
นอกจากนี้จิคาวะคว้ารางวัลทรงเกียรติมาแล้วมากมาย เช่น รางวัล SNS Buzzword Award (2022), รางวัล Japan Character Award (ปี 2022 และ 2024) รวมถึงรางวัลใหญ่สุดยอด (Grand Prize) จากเวที Japan Cartoonists Association Award ในปี 2024
ใครจะไปคิดว่าจากภาพวาดลายเส้นง่ายๆ จะสามารถขยายตัวกลายมาเป็นสติกเกอร์ไลน์มังงะรวมเล่ม สินค้าลิขสิทธิ์นับไม่ถ้วน แอนิเมชันทางโทรทัศน์ เกมมือถืออย่าง Chiikawa Pocket (ชิอิโปกะ) ที่ทำยอดดาวน์โหลดถึง 3 ล้านครั้งในสัปดาห์แรก และล่าสุดก็คือภาพยนตร์จอเงิน
ในโลกของจิคาวะจะมีตัวละครหลัก 3 ตัวที่คอยขับเคลื่อนเรื่องราวในแต่ละตอน ได้แก่
แม้ว่าโลกของจิคาวะที่เราเห็นจะดูเหมือนเต็มไปด้วยความสดใสสวยงาม แต่ความจริงแล้วกลับเป็นโลกที่มีโครงสร้างอันมืดมน และมีระบบเศรษฐกิจแบบ ‘The Dystopian Gig Economy’ จำลองสังคมแรงงานยุคหลังวันสิ้นโลกที่ทุกคนต้องดิ้นรน ‘หาเช้ากินค่ำ’
โดยตัวละครจะทำหน้าที่เป็น ‘แรงงานรายวัน’ ที่ต้องทำงานหนัก เช่น ถอนหญ้า, กำจัดมอนสเตอร์ หรือติดป้ายสติกเกอร์ผลไม้ในโรงงาน เพื่อแลกกับค่าแรงที่ถูกบรรจุในถุงป่าน โดยมีกลุ่มผู้คุมสวมเกราะที่เรียกว่า Yoroi-san คอยควบคุม
นอกจากนี้ยังจะต้อง ‘สอบใบประกาศนียบัตร’ อีกด้วย เช่น การสอบถอนหญ้า หากสอบผ่านข้อเขียนจะได้เลื่อนขั้นและได้รับค่าจ้างสูงขึ้น แต่ถ้าสอบตกก็ต้องทนรับค่าแรงเท่าเดิม
อีกหนึ่งประเด็นที่มองเห็นได้ชัดเจนก็คือ จิคาวะเป็นเพียงคนเดียวในกลุ่มตัวละครหลักที่มีบ้านอยู่อาศัยเป็นหลักเป็นแหล่ง โดยได้มาจากการจับฉลากของบริษัทโยเกิร์ต ขณะที่ฮาจิวาเระอาศัยอยู่ในถ้ำไม่มีประตู และอุซางิที่ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง แฟนๆเลยคาดเดากันว่าน่าจะคล้ายกับคนไร้บ้าน
ไม่ใช่แค่เรื่องของการทำงานหนักหรือปัญหาด้านสภาพเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ตัวละครยังต้องเผชิญหน้ากับความตายอยู่ตลอดเวลา เช่น ความเสี่ยงที่จะถูกจับกินเพราะเกือบถูกเชฟไร้หน้าจับไปทำอาหาร หรือเหตุการณ์ที่ตัวประกอบถูกนกยักษ์จับตัวไปเหลือทิ้งไว้เพียงแค่ชุดนอน
รวมถึงยังมีเรื่องของการ ‘ขโมยร่าง’ และ ‘ขโมยวิญญาณ’ อีกด้วย เช่น ตัวละครกระรอกบิน Momonga (โมมงกะ) ที่เบื้องหลังคืออสูรกายเขาใหญ่ชื่อ ‘บางสิ่ง’ (Something Big) ซึ่งพยายามทวงร่างคืน ทำให้แฟนๆ เดาว่าอาจเคยเกิดอุบัติเหตุสลับร่างกัน นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์แม่มดขโมยผิวหนังและกักขังวิญญาณตัวละครไว้ในตุ๊กตาจิ๋วอีกด้วย
อีกหนึ่งเรื่องที่ค่อนข้างจะน่ากลัวก็คือ มีเรื่องของโศกนาฏกรรมเพื่อนพ้องกลายร่าง ซึ่งมีกรณีของ Anoko (เจ้านั่น) สัตว์ประหลาดกรงเล็บแหลมคม ซึ่งแท้จริงแล้วคืออดีตเพื่อนร่วมงานที่กลายร่างเป็นสัตว์ประหลาด แต่ยังคงมีความทรงจำเดิมหลงเหลืออยู่ และพยายามเข้าหาจิคาวะด้วยความอ่อนโยนแต่กลับสร้างความหวาดกลัว
นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ ‘ความกดดันทางจิตใจ’ ในบทอุกกาบาตสีดำ จิคาวะพบว่าตัวเองติดอยู่ในลูปเวลาที่ต้องตื่นมาพบวันเดิมซ้ำๆ ท่ามกลางความสิ้นหวังว่าอนาคตอาจไม่มีวันมาถึง หรือการใช้ไม้เท้าเวทมนตร์รูปกะโหลกที่ช่วยขอพร แต่สร้างผลข้างเคียงน่ากลัว เช่น การกลายร่างเป็นอสูรกาย รวมถึงเห็ดปรสิตที่งอกบนหัวจนต้องถูกตัดออก
หมายเหตุ : Dark Lore หมายถึง เรื่องราว ประวัติความเป็นมา หรือตำนานเบื้องหลังที่มีความมืดมน น่ากลัว ลึกลับ หรือหดหู่ ในจักรวาลนิยาย เกม หรือสื่อบันเทิงต่างๆ
นอกจากในญี่ปุ่นแล้วจิคาวะยังได้รับความนิยมในเอเชียเป็นอย่างมาก โดยในประเทศจีนจิคาวะโด่งดังมากจนถูกขนานนามว่า ‘ยาไอบูโพรเฟนดิจิทัล’ สำหรับเยาวชนที่เผชิญความเครียด และมีร้านป็อปอัปสโตร์ที่เซี่ยงไฮ้โดยเปิดตัวสร้างยอดขายทะลุ 1 ล้านดอลลาร์ (8 ล้านหยวน) ภายใน 3 วัน และมีแถวยาวเหยียดถึง 7,000 คนจนตำรวจต้องเข้ามาระงับฝูงชน
ก่อนจะขยายความสำเร็จไปยังปักกิ่ง, ฮ่องกง, ไต้หวัน, มาเลเซีย, เกาหลีใต้, นิวยอร์ก และลาสเวกัสในสหรัฐอเมริกา
ในเรื่อง ‘อิทธิพลทางธุรกิจ’ ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน โดยเฉพาะการร่วมมือกับแบรนด์ต่างๆ ทำให้สามารถสร้างรายได้ได้อย่างมหาศาล เช่น ยอดขายของร้าน Kura Sushi พุ่งขึ้น 23% และแคมเปญร่วมกับ McDonald's ถึงกับต้องระงับชั่วคราวเพราะกระแสตอบรับล้นหลามจากพ่อค้าคนกลาง
ตัวอย่างแบรนด์ที่มีการคอลแลบกับจิคาวะที่เรารู้จักกันดีก็ ได้แก่ Miniso, Uniqlo, Sanrio Converse, CASETiFY, Tokyo Banana และ Lawson / 7-Eleven Japan แถมมอสคอตเหล่าตัวละครในจิคาวะยังได้ออกงานกับศิลปินเกาหลีชื่อดังอย่างวง Riize อีกด้วย
สำหรับเรื่องที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้ก็คือความสำเร็จบนจอเงินในปีนี้ เพราะ Chiikawa the Movie: The Secret of Mermaid Island ทำรายได้เปิดตัวสุดสัปดาห์แรกสูงถึง 2.24 พันล้านเยน หรือ 13.7 ล้านดอลลาร์ ก่อนจะทำรายได้สะสมใน 17 วันแรกสูงถึง 6.77 พันล้านเยน (42.5 ล้านดอลลาร์) สามารถเอาชนะภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ฮอลลีวูดอย่าง Spider-Man: Brand New Day ขึ้นครองแชมป์อันดับ 1 บ็อกซ์ออฟฟิศในประเทศญี่ปุ่นได้อย่างยิ่งใหญ่
และยังส่งผลให้อัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์ของจิคาวะขึ้นอันดับหนึ่งในบิลบอร์ดชาร์ตของญี่ปุ่น เอาชนะศิลปินดังๆ เช่น BTS, Stray Kids และ Illit ไปได้
แม้จะเข้าโรงภาพยนตร์มานานกว่าหนึ่งเดือนแล้ว (เข้าฉาย 24 กรกฎาคม) แต่ก็ยังมีแฟนคลับและคนทั่วไปตีตั๋วเข้าไปชมอย่างต่อเนื่อง จนตอนนี้มีการฉายแบบพิเศษทั้งรูปแบบ 4DX และ แบบที่เปิดให้ผู้ชมส่งเสียงเชียร์ตามตัวละครได้
จะเรียกว่า ‘Chiikawa the Movie: The Secret of the Mermaid Island’ กลายเป็นแอนิเมชันฟอร์มยักษ์ที่เป็นปรากฏการณ์ของปี 2026 เลยก็อาจจะไม่ผิดนัก และตอนนี้ก็มีการนำไปฉายนอกประเทศญี่ปุ่นแล้ว ได้แก่ ไต้หวัน, ฮ่องกง และมาเลเซีย ส่วนแฟนๆ ชาวไทยอาจต้องติดตามและรอลุ้นกันต่อไปว่าจะได้ดูเรื่องราวของสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ เหล่านี้ในโรงภาพยนตร์บ้านเราหรือไม่