
SHORT CUT
ปีนี้ถือเป็นปีทองของ Sanrio โดย Hello Kitty ได้ Collaboration กำลังเข้าถึงทุกไลฟ์สไตล์ ตั้งแต่ชานมไข่มุก ร้านสะดวกซื้อ ไปจนถึงแฟชั่นไอคอนระดับโลกอย่าง JISOO
หากคุณลองกวาดสายตาไปในฟีดโซเชียลมีเดียช่วงนี้ ไม่ว่าจะเป็น Instagram, TikTok หรือ X (Twitter) เชื่อว่าต้องผ่านตากับสินค้าต่างๆที่ทำกับ Hello Kitty อย่างแน่นอน
อะไรที่ทำให้คาแรกเตอร์ที่มีอายุเกิน 50 ปีตัวนี้ กลับมาสร้างปรากฏการณ์ 'ห้างแตก' และ 'เว็บล่ม' ได้อีกครั้ง? เราจะพาไปเจาะลึกปรากฏการณ์นี้กัน
Nostalgia Marketing : กลุ่มลูกค้าหลักที่มีกำลังซื้อในปัจจุบันคือ Millennials และ Gen Z ตอนต้น คนกลุ่มนี้เติบโตมากับเครื่องเขียนและกล่องดินสอ Sanrio การได้ซื้อสินค้า Hello Kitty ในเวอร์ชันที่ดูโตขึ้น ทันสมัยขึ้น หรือแพงขึ้น คือการ 'ซื้อความทรงจำวัยเด็ก' เพื่อเยียวยาจิตใจ ในวันที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่
Kidult Trend : เทรนด์ Kidult (Kid + Adult) กำลังเติบโตทั่วโลก ผู้คนไม่อายที่จะห้อยพวงกุญแจตุ๊กตาที่กระเป๋าแบรนด์เนม หรือสะสมของเล่น การคอแลปของ Hello Kitty จึงเข้าไปตอบโจทย์พฤติกรรมนี้โดยตรง ทำให้สินค้าดูไม่เด็กจนเกินไป แต่มีความ Cool ผสมอยู่
Scarcity & FOMO : (#ของต้องมี เดี๋ยวคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง) กลยุทธ์สำคัญของ Sanrio ในปีนี้คือ 'Limited Edition' เกือบทุกคอแลป ไม่ว่าจะเป็นแก้ว Starbucks หรือของพรีเมียม 7-Eleven ล้วนมีจำนวนจำกัดและระยะเวลาจำกัด กระตุ้นให้เกิดความกลัวที่จะตกกระแส จนเกิดการรีวิวและแชร์ต่อบนโซเชียลมีเดียอย่างมหาศาล
การกลับมาครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า 'คาแรกเตอร์ไม่มีวันตาย' หากรู้จักปรับตัว Hello Kitty ไม่ได้ยึดติดอยู่แค่ภาพลักษณ์เดิมๆ แต่กล้าที่จะไปอยู่บนแก้วชานมจีน ไปอยู่กับน้องหมีเนยของไทย หรือไปอยู่บนเสื้อผ้าสายสตรีท
ปีนี้ไม่ใช่แค่ปีของการเฉลิมฉลอง แต่เป็นปีที่ Hello Kitty ประกาศศักดาว่าเธอยังคงเป็น "Queen of Kawaii" ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน โบว์สีแดงอันนั้นก็ยังคงดึงดูดเงินในกระเป๋าเราได้เสมอ แล้วคุณล่ะ ปีนี้ซื้อ Hello Kitty ตกไปกี่ชิ้นแล้ว