
SHORT CUT
ซีรีส์เกาหลี ยุคใหม่กลับพาเราไปทำความรู้จักกับตัวละครที่เต็มไปด้วยบาดแผล ความบิดเบี้ยว และความอ่อนแอที่ยากจะยอมรับ แต่ในโลกความจริง เรากลับถูกสอนให้ซ่อนความรู้สึก 'พายุในใจ' ไว้ภายใต้หน้ากากของความปกติ
ในโลกปี 2026 ที่ความสำเร็จต้องแลกมาด้วยความเร็วและการทุ่มเท คนมีวุฒิภาวะหรือแข็งแกร่งถูกวัดด้วย 'ความอดทน' และ 'จัดการตัวเองได้ดี' จนหลงลืมไปว่า ภายใต้ใบหน้าที่ยิ้มแย้มหรือความนิ่งสงบนั้น อาจมีพายุลูกใหญ่ที่กำลังกัดกินหัวใจอยู่เงียบๆ
ข้อมูลจาก Mental Health Foundation ระบุว่าผู้ที่มีสภาวะซึมเศร้าประเภทที่ยังทำงานได้ปกติ (High-Functioning Depression) มักจะไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังป่วย เพราะยังสามารถรับผิดชอบหน้าที่ได้ดีเยี่ยม เป็นที่พึ่งของทุกคน พวกเขาแค่รู้สึกว่า 'เหนื่อยกว่าปกติ' จากการทำงานและเรียนหนัก แต่ในยามที่อยู่ลำพัง ความว่างเปล่ากลับขยายตัวจนน่ากลัว นั่นเป็นเพราะพวกเขาใช้พลังชีวิตทั้งหมดไปกับทำสิ่งที่ต้องทำ ต้องรับผิดชอบ และต้อง ‘ทำตัวปกติ’
ถ้าย้อนดูซีรีส์เกาหลีช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา หลายเรื่องมักมีเรื่องราวสะท้อนความเปราะบางของมนุษย์ ล่าสุดซีรีส์เกาหลี Can This Love Be Translated ก็ซ่อนบาดแผลในใจเช่นกัน บทความนี้จะชวนคุณ ‘แปลภาษาใจ’ ผ่านตัวละครที่เป็นกระจกสะท้อนกลไกทางจิตวิทยาที่เราอาจกำลังเป็นอยู่โดยไม่รู้ตัว
ในซีรีส์ Can This Love Be Translated มีประโยคที่ชามูฮี พูดว่า "ไม่อยากอยู่เห็นแสงเหนือจนถึงตอนมันหายไป" หรือ "ฉันรู้สึกเหมือนจะตายเมื่อมีใครใจดีกับฉัน ราวกับว่าความใจดีนั้นอาจฆ่าฉันได้" งานวิจัยระบุว่ามันคืออาการของโรคกลัวความสุข (Cherophobia) คนกลุ่มนี้ไม่ได้กลัวความสุขโดยตรง แต่กลัวผลกระทบที่จะตามมา
งานวิจัยของ Mohsen Joshanloo เรื่อง Fear of Happiness ระบุว่าคนกลุ่มนี้มีความเชื่อฝังหัวว่า 'ความสุขมักตามมาด้วยเรื่องร้าย' หรือความผิดหวังตามมา รวมถึงสร้างตัวตน 'โดรามี' ขึ้นมาอีกบุคลิกเพื่อเบรกตัวเองหรือพูดในสิ่งที่ตัวเองรู้สึกแต่ไม่สามารถพูดออกมาได้ เป็นกลไกป้องกันตัวเอง (Defense Mechanism) เกิดขึ้นในระดับจิตใต้สำนึก เมื่อต้องเผชิญความเครียด ความผิดหวัง หรือความรู้สึกผิดที่ยากจะยอมรับ
หากคุณเริ่มรู้สึกผิดเมื่อมีความสุข ลองใช้เทคนิคบำบัดด้วยการเผชิญหน้า (Exposure Therapy) เริ่มจากอนุญาตให้ตัวเองมีความสุขกับเรื่องเล็กๆ ทีละ 5 นาที แล้วค่อยๆ สอนสมองว่า 'ความสุขไม่ใช่สัญญาณเตือนภัย' และค่อยๆเรียนรู้ที่จะยอมรับความผิดหวังหรือความกลัวในอนาคต แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่เราต้องทิ้งความสุขในวันนี้
สำหรับชามูฮีการที่พระเอกพยายามแปลภาษาใจของเธออย่างอดทน คือรูปแบบหนึ่งของการบำบัดผ่านความสัมพันธ์ที่ทรงพลัง เพราะบางครั้งวิธีรักษาที่ดีที่สุด ก็คือการที่มีใครสักคนยืนยันกับเราว่า 'คุณมีสิทธิ์ที่จะมีความสุข และมันโอเคถ้าวันหนึ่งคุณจะเศร้า ผมจะยังอยู่ตรงนี้'
"ฉันไม่มีวันนี้หรือพรุ่งนี้"
มุนดงอึน ในซีรีส์ The Glory ไม่ได้ต้องการแค่อยากแก้แค้น แต่เธอคือภาพจำลองของผู้ป่วย C-PTSD (Complex Post-Traumatic Stress Disorder) ซึ่งแตกต่างจาก PTSD ทั่วไปตรงที่มันเกิดจากเหตุการณ์กระทบกระเทือนใจที่เกิดขึ้นซ้ำซากและยาวนาน โดยที่เหยื่อไม่สามารถหลบหนีได้ เช่น การถูกทารุณกรรมทางร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรงในวัยเด็ก
สถิติจาก World Health Organization (WHO) ระบุว่าเด็กที่ถูกกลั่นแกล้งในโรงเรียน มีความเสี่ยงเกิดความผิดปกติทางจิตใจเมื่อเป็นผู้ใหญ่สูงกว่าคนทั่วไปถึง 3 เท่า
อาการตื่นตัวระแวงเกินเหตุ (Hypervigilance) ของมุนดงอึน เช่น ตัวสั่นเมื่อได้ยินเสียงเตาปิ้งย่าง สำหรับคนทั่วไปอาจหมายถึงมื้ออาหารที่แสนอร่อย แต่สำหรับเธอมันรุนแรงเหมือนเสียงของเนื้อหนังที่กำลังไหม้ คือ สภาวะสมองทำงานผิดปกติ หลอกว่าอันตรายในอดีตกำลังเกิดขึ้นอีกครั้ง แม้จะผ่านมาเป็นสิบปี
Judith Herman นักจิตแพทย์จาก Harvard ระบุว่าเหยื่อมักจะสูญเสีย 'ความสามารถในการไว้วางใจโลก' ไปอย่างสิ้นเชิง และมักแยกตัวออกจากสังคม อารมณ์และความรู้สึก
ในซีรีส์ It's Okay to Not Be Okay โกมุนยอง คือตัวแทนของภาวะบุคลิกภาพผิดปกติแบบต่อต้านสังคม ตามเกณฑ์ DSM-5 มักจะแสดงออกผ่านการขาดความเห็นอกเห็นใจ การทำตามอารมณ์ และพยายามควบคุมผู้อื่น
เธอไม่ได้เป็นปีศาจมาแต่เกิด แต่ถูกเลี้ยงดูมาในฐานะ ‘ผลงานชิ้นเอก’ ของแม่ มากกว่าจะเป็นมนุษย์คนหนึ่ง เมื่อเด็กคนหนึ่งถูกมองว่าเป็น 'วัตถุ' เธอจึงเติบโตมาโดยไม่เคยสัมผัสความรักที่อบอุ่นและปลอดภัย ไม่รู้วิธีสื่อสารความต้องการของตัวเองอย่างปกติ ดังนั้นการบังคับหรือแสดงความเป็นเจ้าของที่รุนแรง คือวิธีเดียวที่เธอรู้จักในการสื่อสารว่า 'ฉันต้องการเธอ'
การยอมรับว่ามันไม่เป็นไรที่เราจะไม่ปกติ (It's Okay to Not Be Okay) ไม่ได้มีไว้สำหรับผู้ป่วยเท่านั้น แต่มีไว้สำหรับสังคมที่ต้องเรียนรู้จะอยู่ร่วมกับความหลากหลาย
ในที่ทำงาน เราอาจชื่นชมคนที่ไม่บ่น ไม่แสดงอารมณ์ ทำงานตามสั่งอย่างแม่นยำว่าอดทนเก่งหรือจัดการอารมณ์ได้ดี แต่ในทางจิตวิทยา ความนิ่งนั้นอาจคือสัญญาณของพายุที่พัดจนทุกอย่างพังทลายไปหมดแล้ว หรือภาวะสิ้นหวังจากการเรียนรู้ (Learned Helplessness)
ทฤษฎีของ Martin Seligman นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน อธิบายว่า เมื่อมนุษย์เจอเรื่องเลวร้ายซ้ำๆ โดยที่ทำอย่างไรก็เปลี่ยนมันไม่ได้ สมองจะเรียนรู้ที่จะ 'ยอมจำนน' อีจีอันไม่ได้อดทนเก่ง แต่เธอแค่เรียนรู้ที่จะสิ้นหวัง และ 'เลิกพยายาม' เพราะเชื่อว่าไมว่าจะทำแค่ไหนชีวิตไม่มีวันดีขึ้น
อีจีอัน จึงเลือกที่จะไม่รู้สึก ไม่ยิ้ม ไม่เสียใจ ใช้ความเย็นชาคือเกราะป้องกัน การไม่รู้สึกอะไรเลยเจ็บปวดน้อยกว่าการมีความหวังแล้วต้องผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ไซโคพาธ (Psychopath) หรือ อาการต่อต้านสังคม หลายครั้งมักถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นคนไม่ดีหรือฆาตกร แต่กาซยองถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Antisocial Personality Disorder (ASPD) ที่เน้นหนักไปทางภาวะตัดขาดทางอารมณ์อย่างรุนแรง เธอไม่ได้แกล้งทำเป็นเย็นชา ไม่รู้สึกผิด หรือไม่ซาบซึ้งไปกับทุกเรื่อง
แต่กาซยอง รู้จักกลไกใส่หน้ากาก สะท้อนแนวคิด 'The Mask of Sanity' ของ Hervey Cleckley ที่อธิบายว่าคนกลุ่มนี้เรียนรู้พฤติกรรมทางสังคมผ่านการสังเกตและเลียนแบบ เธอรู้ว่าจังหวะไหนต้องยิ้ม จังหวะไหนต้องแสดงความเสียใจ เหมือนการคำนวณสูตรคณิตศาสตร์ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และอยู่ในสังคมได้
ผู้ป่วยไซโคพาธ หรือผู้ป่วยทางจิตหลายประเภท มักถูกสังคมผลักให้รู้สึกแตกต่างจากคนปกติทั่วไป ซึ่งยิ่งสร้างบาดแผลทางใจให้กับคนป่วย แต่สถิติจาก FBI และงานวิจัยด้านอาชญากรรมระบุว่า มีประชากรราว 1% ที่มีสภาวะไซโคพาธ และหลายคนใช้ชีวิตแนบเนียนเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ เป็นศัลยแพทย์ ทนายความ หรือนักธุรกิจระดับโลก
หากได้รับสภาพแวดล้อมที่ถูกต้อง พื้นที่ที่ปลอดภัยจากการถูกตัดสิน คือกุญแจสำคัญที่ช่วยให้คนที่มีปัญหาทางจิตใจสามารถหาจุดยืนในสังคมได้ และพวกเขาก็สามารถสร้างประโยชน์ให้สังคมได้ไม่แพ้คนทั่วไป
การที่เราเริ่มเข้าใจว่าความผิดปกติ หรือพฤติกรรมแปลกแยกของตัวละครเหล่านี้มีที่มาที่ไป มันคือจุดเริ่มต้นของการสร้าง Empathy ในโลกแห่งความเป็นจริง
เรามักจะตัดสินคนอื่นจาก 'ยอดภูเขาน้ำแข็ง' ที่เขาสื่อสารออกมา แต่เราไม่เคยเห็น 'ก้อนน้ำแข็งมหึมา' ของความเจ็บปวดที่เขาไม่กล้าบอกใคร
มนุษย์เราไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเรื่องใหญ่อย่างการเปลี่ยนโลก แต่เริ่มที่การ 'ใจดีต่อความไม่สมบูรณ์แบบของตัวเอง' และลองเปิดใจรับฟังคนข้างๆ โดยไม่ใช้ไม้บรรทัดของตัวเองไปวัดค่าของเขา เพราะการยอมรับว่ามันไม่เป็นไรเลยที่เราจะมีแผลคือจุดเริ่มต้นของการเยียวยาที่แท้จริง
อ้างอิงข้อมูล