svasdssvasds

ทำไมเราไม่มูฟออนจากยุค 20s ? เมื่อ 'อดีต' คืออนาคตของอุตสาหกรรมเพลง

ทำไมเราไม่มูฟออนจากยุค 20s ? เมื่อ 'อดีต' คืออนาคตของอุตสาหกรรมเพลง

เมื่ออุตสาหกรรมเพลงเริ่มหยิบยกความเป็นอดีตมาขาย เจาะลึกกลยุทธ์ ‘20-Year Rule’ ที่วนกลับมาทุก 20 ปี และทำไมความเป็น 'อดีต' ถึงจะกลายเป็นอนาคตของอุตสาหกรรมเพลง

SHORT CUT

  • เทรนด์จากยุค 20s กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งตามทฤษฎี "กฎ 20 ปี" วัฏจักรที่คนรุ่นใหม่นำความทรงจำในวัยเด็กมาสร้างสรรค์ผลงาน
  • อุตสาหกรรมเพลงใช้กลยุทธ์การตลาดที่อิงกับความโหยหาอดีต เพื่อสร้างความรู้สึกคุ้นเคยและปลอดภัย ดึงดูดผู้ฟังทั้งรุ่นเก่าและใหม่ในยุคที่ไม่แน่นอน
  • การนำเพลงเก่าหรือคอนเซปต์ในอดีตที่เคยประสบความสำเร็จกลับมาทำใหม่ ถือเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำสำหรับค่ายเพลง เพราะเป็นสิ่งที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถเชื่อมโยงกับผู้คนได้ทุกยุคทุกสมัย

เมื่ออุตสาหกรรมเพลงเริ่มหยิบยกความเป็นอดีตมาขาย เจาะลึกกลยุทธ์ ‘20-Year Rule’ ที่วนกลับมาทุก 20 ปี และทำไมความเป็น 'อดีต' ถึงจะกลายเป็นอนาคตของอุตสาหกรรมเพลง

ทำไมเรายังใส่กางเกงเอวต่ำ ฟังเพลงแนว Pop-Punk เพลงเก่าๆ ในยุครุ่นพ่อแม่เริ่มถูกค้นพบผ่าน TikTok หรือเริ่มเห็นอุตสาหกรรมบันเทิงเริ่มขายคอนเซ็ปต์ Y2K เต็มไปหมด ในเมื่อทั้งหมดนี้มันผ่านมาแล้วเกือบ 20 ปี

คำตอบคือ เรากำลังอยู่ท่ามกลางการทำงานของ ‘20-Year Rule’ หรือกฎ 20 ปีที่ระบุว่าเทรนด์ในอดีตจะฟื้นคืนชีพกลับมาทุกๆ สองทศวรรษ

 

ทำไมต้องวนกลับมาทุก 20 ปี ?

เทรนด์ที่วนกลับมาทุก 20 ปี ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ทางทฤษฎีสังคมศาสตร์และจิตวิทยาระบุไว้ว่า เป็นวัฏจักรของช่วงชีวิต ที่เด็กในยุค 2000 เติบโตขึ้นมาและเข้าสู่อุสาหกรรมบันเทิงในอีก 20 ปีต่อมา แล้วหยิบยกสิ่งที่เติบโตมาด้วยกันในวัยเด็ก นำมาสร้างและตีความใหม่ อุตสาหกรรมบันเทิงจึงถูกขับเคลื่อนด้วยความทรงจำวัยเด็กของกลุ่มคนเหล่านี้ ในขณะเดียวกันกลุ่มคนรุ่นใหม่ ก็มองว่าความเป็นยุค 2000 ก็คือความวินเทจ ที่พวกเขาเกิดไม่ทัน

 

เราทุกคนกำลังโหยหาอดีตที่ย้อนเวลากลับไปไม่ได้

'Dr. Constantine Sedikides' ชี้ว่า ความโหยหาอดีต (Nostalgia) ไม่ใช่เรื่องของคนแก่ที่ยึดติด แต่เป็นทรัพยากรทางใจที่ช่วยสร้างความรู้สึกมั่นคงในจิตใจ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่มีความไม่แน่นอนสูง การได้ฟังเพลงคุ้นหู แต่งตัวแบบที่เคยแต่ง ดูหนังที่รู้ตอนจบ ช่วยให้สมองหลั่งสารความสุขและรู้สึกว่าปลอดภัย อุตสาหกรรมบันเทิงจึงหยิบยกเอาความโหยหาในอดีตมาเพื่อดึงดูดผู้บริโภค

ยิ่งไฮเทค ยิ่งโหยหาความเป็นมนุษย์

ในยุคที่เรามีคอนเทนต์และเพลงให้เสพมากมาย และยิ่งในยุคที่โลกหมุนไปหา AI มนุษย์มักจะเกิดอาการเบื่อหน่าย เมื่อความเป๊ะ ความเนี๊ยบ กลายเป็นสิ่งทีน่าเบื่อ ในขณะที่ในยุค 2000 ความไม่เนี๊ยบ จึงกลายเป็นเสน์ที่คนในโลกปัจจุบันโหยหา ยุค Y2K คือยุคที่มนุษย์มองเทคโนโลยีด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง แตกต่างจากยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีนำมาซึ่งความเครียด

 

เมื่อความเป็น ‘อดีต’ กำลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมบันเทิง

ในอุตสาหกรรมเพลง เราจะเห็นปรากฎการณ์ Nostalgia Marketing จากการที่เห็นศิลปินหยิบเอาคอนเซปต์ การแต่งตัว มาใช้ใน MV แสดงให้เห็นถึงความเก๋ หยิบชิ้นส่วนจากเพลงฮิตยุค 2000 มาใส่ในเพลง หรือการนำเอาเพลงคลาสสิกที่คนทั้งโลกคุ้นหูมา เพื่อสร้างความคุยเคยทำให้เพลงเข้าหูคนตั้งแต่ครั้งแรกที่ฟัง

 

เช่น After Like – IVE ที่ใช้เพลงดิสโก้ระดับตำนานอย่าง อย่าง I Will Survive ของ Gloria Gaynor มาใส่ในท่อนฮุค ผลคือดึงดูดคนทั้งรุ่นพ่อแม่ที่โตมากับเพลงนี้และ Gen Z ที่ท่วงนำนองสุดจึ้งและเต้นตามได้ง่าย

 

ทำไมเราไม่มูฟออนจากยุค 20s ? เมื่อ 'อดีต' คืออนาคตของอุตสาหกรรมเพลง

บางครั้งถึงแม้ดนตรีจะไม่ได้เหมือนยุค 2000 เป๊ะๆ แต่กลิ่นอายบางอย่างก็ถูกถอดรหัสออกมาเพื่อสร้างความรู้สึกโหยหาอดีตที่สุดใส เช่น Ditto – NewJeans ปฏิเสธไม่ได้ว่า เกิร์ลกรุ๊ปอย่างวง NewJeans เป็นคนที่ปลุกกระแสความเป็น Y2K ขึ้นมาให้กับโลก K-pop มีการใช้แนวเพลง 2-Step Garage และ Jersey Club ที่ฮิตในยุค 90s-20s ผสมกับ MV ที่ถ่ายด้วยมุมกล้องแบบกล้องวิดีโอเก่า ยิ่งทำให้ได้กลิ่นอายที่ชวนคิดถึงอดีต และได้ใจ Gen Z ที่หลงไหลความอนาล็อค

ทำไมเราไม่มูฟออนจากยุค 20s ? เมื่อ 'อดีต' คืออนาคตของอุตสาหกรรมเพลง

อีกหนึ่งวงที่หลายคนอาจจะคาดไม่ถึงอย่าง aespa ถึงแม้คอนเซปต์ของวงนี้จะดูหลุดโลก และดูล้ำสมัย แต่เพลงอย่าง Spicy และ Supernova ก็มีขายความ Y2K ออกมาเหมือนกัน ด้วยการหยิบเอาความเป็น Cyberpunk Y2K สังเกตได้ว่า MV ของพวเธอจะเต็มไปด้วยกราฟฟิกแบบยุคคอมพิวเตอร์ที่รุ่งเรือง เป็นการนำเอาจินตนาการเรื่องอนาคตของคนยุค 2000 มาทำใหม่

ทำไมเราไม่มูฟออนจากยุค 20s ? เมื่อ 'อดีต' คืออนาคตของอุตสาหกรรมเพลง

 

ทำไมเราไม่มูฟออนจากยุค 20s ? เมื่อ 'อดีต' คืออนาคตของอุตสาหกรรมเพลง

'Ted Gioia' เป็นนักวิจารณ์ดนตรี วิเคราะห์ว่า เพลงเก่าครองยอดสตรีมมิ่งมากกว่าเพลงใหม่ ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่จึงมองว่าความเป็นอดีต คือสิ่งที่มีความเสี่ยงต่ำในการลงทุน ในขณะเดียวกัน นักวิจารณ์ดนตรี Simon Reynolds เจ้าของทฤษฎี Retromania ระบุว่า การเอาสิ่งที่ดีที่สุดในอดีตมาอัปเกรดในโลกที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยี ทำให้กลายเป็นอนาคตที่เราคุ้นเคยที่ทรงพลังพอที่จะเชื่อมต่อทุกคนในทุกเจนเนอเรชั่น

 

อนาคตของอุตสาหกรรมบันเทิงไม่ใช่การเดินไปในที่ที่ไม่มีใครเคยเดินไปถึงอย่างเดียว แต่คือการเก็บเกี่ยวสิ่งที่เคยมีชีวิตชีวาในช่วงหนึ่ง แล้วนำกลับมาทำใหม่เพื่อให้วนลูปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

 

ในอนาคตเราอีก 20 ปีข้างหน้าเราอาจจะเห็นคนรุ่นลูกนำแฟชั่นในยุค 2020 มาใส่ให้ฮิตกลายเป็นไวรัลอีกรอบ หรือได้เห็นอะไรใหม่ๆ ที่มา Remix ด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำใหม่ขึ้นให้วนลูปกลับมาอีกครั้ง

related