
SHORT CUT
หมดยุค “Work life integration” ถึงเวลาของยุค “Work life intelligence” เมื่อคนทำงานต้องมีความฉลาดทั้งทักษะการทำงานและทักษะการใช้ชีวิตไปพร้อมกัน รับมือวิกฤตแรงงานปี 2026
หมดยุคบาลานซ์ชีวิตแบบเดิม ๆ คนทำงานปี 2569 กำลังเผชิญโจทย์ใหม่ที่ซับซ้อนกว่าเดิม เมื่อแนวคิด ‘Work Life Integration’ ไม่เพียงพออีกต่อไป และถูกแทนที่ด้วย ‘Work Life Intelligence’ หรือการเป็นคนที่ “ฉลาดทั้งงานและชีวิต” เพื่อรับมือโลกการทำงานที่เปลี่ยนเร็วและแรงจาก AI Disruption
ปี 2026 ถูกจับตาในฐานะจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดแรงงาน เมื่อ AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือ แต่กลายเป็น ‘Digital Employee’ ที่เข้ามาทำงานร่วมกับมนุษย์อย่างเต็มรูปแบบ ส่งผลให้เกิดการแบ่งคนทำงานเป็นรูปตัว K อย่างชัดเจน กลุ่มที่ใช้ AI เป็นจะยิ่งขยายศักยภาพและเติบโตแบบก้าวกระโดด ขณะที่อีกกลุ่มเสี่ยงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
'อภิชาติ ขันธวิธิ' CEO และ Co-founder ของ QGEN Consult มองว่า ความท้าทายสำคัญขององค์กรในวันนี้ไม่ใช่การเข้าถึงเทคโนโลยี แต่คือการที่ “คน” ยังวิ่งตามเทคโนโลยีไม่ทัน ทำให้ศักยภาพของ AI ไม่ถูกนำมาใช้ได้อย่างเต็มที่ พร้อมชี้ว่า เมื่อ AI เข้ามาจัดการงานจำนวนมาก คนทำงานจำเป็นต้องยกระดับตัวเองไปสู่การ “ทำงานเหนือ AI” หรือควบคุมและใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นเหตุผลที่การ Up-skill และ Re-skill กลายเป็นเรื่องเร่งด่วนของแรงงานยุคใหม่
สอดคล้องกับข้อมูลจาก World Economic Forum และ LinkedIn ที่ระบุว่า ทักษะการทำงานกว่า 70% มีแนวโน้มเปลี่ยนไปภายในปี 2030 ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า การเลิกจ้างแรงงานในไทยอาจสูงไม่ต่ำกว่า 40,000 คนต่อเดือน ภายใต้แรงกดดันจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและการใช้เทคโนโลยีทดแทนแรงงาน
ภาพขององค์กรก็เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่เน้นการขยายตัว สู่การ “เล็กลงแต่เก่งขึ้น” ใช้คนน้อยลงแต่คาดหวังผลลัพธ์มากขึ้น ทำให้พนักงานต้องรับบทบาทกว้างขึ้น รับผิดชอบมากขึ้น และทำงานภายใต้ความกดดันที่สูงขึ้นตามไปด้วย
ในอีกด้านหนึ่ง องค์การอนามัยโลก (WHO) เตือนว่า ปัญหาสุขภาพจิตจากการทำงาน เช่น ความเครียดสะสม ภาวะหมดไฟ และความไม่สมดุลระหว่างงานกับชีวิต กำลังกลายเป็น “ต้นทุนทางเศรษฐกิจ” ที่ส่งผลต่อผลิตภาพขององค์กรทั่วโลก สะท้อนว่า Wellbeing ไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคลอีกต่อไป แต่เป็นปัจจัยพื้นฐานของประสิทธิภาพการทำงานในระยะยาว
ท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน โจทย์ของคนทำงานยุคนี้จึงไม่ใช่แค่ “เก่ง” ในสายงาน แต่ต้อง “คิดเป็น ปรับตัวไว และจัดการชีวิตเป็น” เพราะทักษะที่ตลาดต้องการไม่ได้มีเพียงความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง แต่รวมถึง Analytical Thinking ความยืดหยุ่น และความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง
แนวคิด ‘Work Life Intelligence’ จึงถูกหยิบขึ้นมาเป็นคำตอบสำคัญ ที่ไม่ได้แยกงานออกจากชีวิต แต่เน้นการยกระดับทั้งสองด้านไปพร้อมกัน เพื่อสร้างทั้งผลงานและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน
ด้วยเหตุนี้ Creative Talk, QGEN Consult และ AME Imaginative จึงร่วมกันจัดงาน People Performance Conference 2026 เพื่อเป็นพื้นที่ถอดรหัส “ทางรอด” ของคนทำงานยุคใหม่ ผ่าน 2 แกนหลัก ได้แก่ ‘Work Intelligence’ การทำงานให้เหนือ AI และ ‘Life Intelligence’ การบริหารชีวิตให้สมดุล ทั้งในมิติของทักษะ การเงิน และสุขภาพใจ
เวทีดังกล่าวรวบรวมผู้นำองค์กรและผู้เชี่ยวชาญจากหลายภาคส่วน มาร่วมแชร์อินไซต์และประสบการณ์จริง เพื่อช่วยให้คนทำงานสามารถปรับตัวได้ทันกับโลกที่เปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวัน
ท้ายที่สุดแล้ว ภายใต้เกมใหม่ของตลาดแรงงาน บทสรุปที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ คือ คนที่จะอยู่รอด ไม่ใช่แค่คนที่ทำงานเก่งที่สุด แต่คือคนที่ “เข้าใจและบริหารตัวเองได้ดีที่สุด” ทั้งในเกมงานและเกมชีวิต ซึ่งนั่นคือหัวใจของ ‘Work Life Intelligence’ ในยุคนี้