svasdssvasds

รู้จัก 'Friendship Recession' เมื่อเพื่อนสนิท อาจกลายเป็นสิ่งหายากมากกว่าแฟน

รู้จัก 'Friendship Recession' เมื่อเพื่อนสนิท อาจกลายเป็นสิ่งหายากมากกว่าแฟน

เมื่อ 'เพื่อนสนิท' อาจกลายเป็นสิ่งที่หายากกว่าแฟนในปัจจุบัน ชวนรู้จักสภาวะถดถอยทางมิตรภาพ ในยุคที่เราต้องหันมารักษามิตรภาพ ควบคู่ไปกับการสร้างชีวิตคู่ให้มั่นคง

SHORT CUT

  • ภาวะ 'Friendship Recession' คือสภาวะถดถอยทางมิตรภาพที่คนยุคใหม่มีเพื่อนสนิทน้อยลง ซึ่งนำไปสู่ความโดดเดี่ยวและขาดความไว้วางใจในสังคม
  • สาเหตุหลักเกิดจากการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียที่มาแทนที่การพบปะกันจริง ๆ และการผูกขาดความสุขและความคาดหวังทั้งหมดไว้ที่คนรักเพียงคนเดียว
  • สัญญาณเตือนได้แก่ การดองแชทเพื่อน การนัดหมายแบบเลื่อนลอย และการติดตามชีวิตเพื่อนผ่านหน้าจอโดยขาดปฏิสัมพันธ์ที่แท้จริง
  • บทความเสนอให้เปลี่ยนวันวาเลนไทน์เป็นการทำ 'Friendship Audit' เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์กับเพื่อน และสร้างเครือข่ายเกื้อหนุน (Safety Net) ที่ดีต่อชีวิต

เมื่อ 'เพื่อนสนิท' อาจกลายเป็นสิ่งที่หายากกว่าแฟนในปัจจุบัน ชวนรู้จักสภาวะถดถอยทางมิตรภาพ ในยุคที่เราต้องหันมารักษามิตรภาพ ควบคู่ไปกับการสร้างชีวิตคู่ให้มั่นคง

ใกล้วาเลนไทน์แล้ว หลายคนก็อาจจะนึกถึงกิจกรรมออกเดทกับคู่รักอย่างการไปทานอาหาร ดูหนัง หรือไปดูคอนเสิร์ต เพื่อทำให้ชีวิตคู่ยั่งยืน ขณะเดียวกัน เราอาจจะไม่รู้เลยว่า ในขณะที่เรากำลังสร้างปราสาทของชีวิตคู่ให้มั่นคง แต่กลับมีปราสาทที่เรียกว่า 'เพื่อน' กำลังเริ่มพังทลายลงอยู่หรือเปล่า

 

The New York Times เคยออกมาเตือนมาว่า ไม่ใช่เรื่องของการไม่มีเพื่อน แต่คือโครงสร้างความสัมพันธ์ของมนุษย์กำลังจะพังทลาย โดยเราเรียกสิ่งนี้ว่า รู้จัก 'Friendship Recession' หรือสภาวะถดถอยทางมิตรภาพ โดยชี้ให้เห็นว่า เมื่อเรามีเพื่อนน้อยลง เราจะเริ่มสูญเสียความเชื่อใจกันในสังคม เราจะกลายเป็นคนที่ระแวงคนแปลกหน้ามากขึ้น ยอมรับความเห็นต่างน้อยลง และนำไปสู่ความแตกแยกทางการเมือง เพราะเราไม่มีพื้นที่ปลอดภัยอย่างกลุ่มเพื่อน ในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่หลากหลาย

 

ในรอบหลายปีที่ผ่านมา สังคมเปลี่ยนจากการนัดเจอกันมาเป็นการส่งข้อความหรือติดตามชีวิตของกันและกันผ่านหน้าโซเชียล การเห็นชีวิตคนอื่นผ่านทางหน้าจอ ทำให้เราเกิดสภาวะ ‘คิดไปเอง’ ว่าเรายังสนิทกันอยู่ ทั้งที่ในความเป็นจริงนี่คือการขาดขาดแคลนปฏิสัมพันธ์ที่ทำให้หัวใจเราฝ่อลงโดยไม่รู้ตัว

 

ในขณะที่งานวิจัย University of Kansas ระบุว่า การจะสร้างเพื่อนสนิทสักคน ต้องใช้เวลาอยู่ด้วยกันอย่างน้อย 200 ชั่วโมง เราอาจจะคิดว่าการดูชีวิตเพื่อนผ่านสตอรี่ไอจี หรือการกดไลก์รูปสวยๆ ในไอจีคือการใช้เวลาร่วมกัน Dr. Jeffrey Hall กลับเตือนว่า Digital Interaction ไม่สามารถทดแทน Physical Time ได้ เพราะมนุษย์ไม่ได้นับการกดไลก์เป็นการสร้างความผูกพัน

แล้วทำไมเราต้องคาดหวังให้ตัวเองมีเพื่อนในวันวาเลนไทน์ ?

สถิติจาก American Survey Center ระบุว่า คนในยุคนี้มีเพื่อนสนิทน้อยลงกว่ารุ่นพ่อแม่ถึง 3 เท่า และที่น่าตกใจคือ คนที่บอกว่าไม่มีเพื่อนสนิทเลย เพิ่มขึ้นถึง 400% Esther Perel นักบำบัดบอกว่า ปัจจุบันสังคมกำลังติดกับดักของสิ่งที่เรียกว่า Romantic Monopoly หรือการผูกขาดความสุขไว้ที่แฟนคนเดียว เราจะตั้งความคาดหวังให้คนคนเดียวเป็นทุกอย่างในชีวิต

แต่เมื่อวันหนึ่งความสัมพันธ์ทุกอย่างจบลง หรือวาเลนไทน์ปีหน้าไม่มีใครให้ช่อดอกไม้แล้ว เราจะพบว่า ตัวเองกำลังยืนบนพื้นที่เปล่า เพราะเราไม่ได้สร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับสภาพจิตใจของตัวเอง

 

3 สัญญาณว่าคุณกำลังเข้าสู่ 'ภาวะถดถอยของมิตรภาพ'

  1. เริ่มดองแชท และหาเหตุผลให้ตัวเองถึงน้ำหนักของการดองแชท แต่ความเป็นสิ่ง นี่เป็นสัญญาณของการหมดแรงจูงใจในความสัมพันธ์ เมื่อเรามองว่าการคุยกับเพื่อนคือภาระที่ต้องทำมากกว่าการมองว่าเป็นพื้นที่พักใจ บ่งบอกว่านั่นคือสัญญาณสุดอันตราย เพราะการดองแชทไปเรื่อยๆ จะทำให้เกิดกำแพงของความอึดอัด จนสุดท้ายเราก็เลือกที่จะเงียบหายกันไปเลย
  2. “ไว้นัดกันรอบหน้า” ประโยคบอกลาที่รักษาน้ำใจที่สุดแห่งปี ที่เรามักจะอ้างความยุ่งเพื่อปกปิดความจริงที่ว่า เราไม่ได้ให้ความสำคัญกับมิตรภาพนี้อีกต่อไปแล้ว งานวิจัยชี้ว่า การใช้ 200 ชั่วโมงกับเรื่องมิตรภาพไม่มีทางลัด หากไม่ลงทุนมิตรภาพก็จะเลือนลางไป ส่งผลให้ Safety Net ของเราพังลงทีละน้อย

3. การเห็นเพื่อนของเราในโลกโซเชียลอยู่เสมอ ไม่ว่าจะทำอะไร อยู่ที่ไหน ผ่านหน้าจอ ทำให้สมองของเราโดนหลอกว่าเขายังอยู่ในชีวิตเรา แต่ความจริงคือ เรากำลังขาด Physical Time การกดไลก์ไม่ใช่การสร้างความผูกพัน แต่มันเป็นเพียงการที่ทำให้เรารู้สึกสบายใจว่าเรายังมีกันในชีวิต การได้เจอหน้ากันจริงๆ และได้แลกเปลี่ยนความเห็น พูดคุยกันต่อหน้าสร้างความอุ่นใจให้ได้มากกว่าการเห็นหน้าซึ่งกันและกันผ่านจอ

 

เปลี่ยนวันวาเลนไทน์ให้กลายเป็นวัน ‘Friendship Audit’

ถ้าวาเลนไทน์ปีนี้ยังไม่มีคนให้ไปเดทด้วย หรือเบื่อที่จะต้องทำตัวโรแมนติกตามกระแส นักจิตวิทยายุคใหม่กำลังเสนอไอเดีย ว่า ลองเปลี่ยนวันวาเลนไทน์ให้กลายเป็นวัน ‘Friendship Audit’ เพื่อกู้วิกฤต ‘Friendship Recession’ ที่กำลังทำให้เราโดดเดี่ยวโดยไม่รู้ตัว

  1. ลองส่งข้อความหาเพื่อนที่เคยสนิทด้วย หรือเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมา เปลี่ยนจากคำสัญญาลอยๆ อย่างคำว่า “ไว้เจอกันรอบหน้า” ให้เป็นจริง เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับมิตรภาพ
  2. ลองแบ่งเบาภาระคนรัก โดยการแบ่งปันความสุขหรือความเศร้าไปให้เพื่อนฟังบ้าง นอกจะเราได้มุมมองใหม่ๆ ในการคิด ยังทำให้เป็น Safety Net ที่ดีที่สุดของชีวิตคู่อีกด้วย
  3. ลองสละเวลาสัก 2-3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ไปนั่งทานข้าวกับเพื่อน แลกเปลี่ยนปัญหาและมุมมองต่างๆ ในชีวิต อัปเดตเรื่องราวข่าวสารและสิ่งรอบตัว สิ่งนี้จะช่วยสร้างความใกล้ชิดมากว่าคุยกันในแชท

 

ในขณะเดียวกัน การแบ่งเวลาไปให้เพื่อนสนิท ไม่ใช่การที่เราลดความสำคัญของแฟนลง แต่เป็นการที่เราสร้าง Safety Net ให้กับชีวิตคู่ เพราะเมื่อมีคนที่คอยรับฟังเราและความคาดหวังที่ถูกกระจายออกไป นักบำบัดความสัมพันธ์ชื่อดังอย่าง Esther Perel เคยเตือนไว้ว่า เรากำลังติดกับดักการผูกขาดความสุขไว้ที่แฟนคนเดียว ทั้งที่จริงแล้ว มิตรภาพคือ Safety Net ที่ช่วยกระจายน้ำหนักทางอารมณ์ ขณะที่งานวิจัยจาก Northwestern University ระบุว่า คู่รักที่มีเพื่อนสนิทคอยซัพพอร์ต มักจะมีชีวิตคู่ที่ยืนยาวและมีความสุขมากกว่า เพราะไม่ต้องแบกความคาดหวังทั้งหมดไว้ที่กันและกันเพียงสองคน

 

สุดท้ายแล้ว วันวาเลนไทน์อาจจะไม่ใช่การมองหาใครสักคนที่มาเติมเต็มในรูปแบบของชีวิตคู่ แต่การหันกลับมารักษาความสัมพันธ์อย่างมิตรภาพ ก็เป็นเรื่องที่เราจะต้องคอยประคองให้มั่นคงเหมือกันชีวิตคู่

related