
SHORT CUT
แม้ว่าการนับถือศาสนาในแต่ละพื้นที่จะเริ่มน้อยลง แต่จากผลสำรวจกลับพบว่าในออสเตรเลีย มีผู้ชาย Gen Z หันมานับถือศาสนามากขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะเชื่อมโยงกับการใช้ชีวิต
อัตราการ 'นับถือศาสนา' มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องมานานหลายทศวรรษ แต่ในปัจจุบันช่องว่างและรอยแยกทางศาสนากำลังปรากฏขึ้นระหว่างผู้ชายและผู้หญิงในกลุ่ม 'Gen Z'
จึงถือว่าไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไรที่ 'คนรุ่นใหม่ในออสเตรเลีย' จะมีสัดส่วนการนับถือศาสนาน้อยกว่ารุ่นพ่อแม่และปู่ย่าตายาย ข้อมูลทะเบียนราษฎร์และสำมะโนประชากรแสดงให้เห็นถึงการลดลงของจำนวนผู้นับถือศาสนาอย่างต่อเนื่องมาหลายทศวรรษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคริสต์ศาสนิกชน ซึ่งยังคงเป็นกลุ่มศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในออสเตรเลีย
อย่างไรก็ตามในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เริ่มมีรายงานที่ชี้ไปในทิศทางตรงกันข้าม จากการศึกษาเรื่องการฟื้นตัวของศาสนาในประเทศที่มีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น ไทย จีน อินเดีย ตุรกี สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา พบสิ่งที่เหมือนกันอย่างหนึ่ง ก็คือคนรุ่นใหม่บางส่วนเริ่มกลับมาเข้าหาศาสนามากขึ้น
และที่น่าสนใจก็คือ ในหลายๆ พื้นที่ เทรนด์นี้ดูเหมือนจะถูกขับเคลื่อนโดย 'ผู้ชายรุ่นใหม่' มากกว่าผู้หญิงรุ่นใหม่
ข้อมูลจาก SBS News อธิบายว่า แม้ว่าภาพรวมของออสเตรเลียจะยังคงมุ่งหน้าสู่สังคมละทิ้งศาสนา (Secularisation) ต่อไป แต่ภายใต้เทรนด์ใหญ่นั้น Gen Z กลับกลายเป็นคนรุ่นแรกในประวัติศาสตร์ที่ผู้ชายมีแนวโน้มระบุตนเองว่านับถือศาสนามากกว่าผู้หญิง
รอยแยกดังกล่าวมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับอุดมการณ์ทางการเมือง และอาจสะท้อนถึงขั้วขัดแย้งทางการเมืองที่แบ่งแยกตามเพศสภาพที่กว้างขึ้นด้วย
งานวิจัยนี้ใช้ข้อมูลจากการศึกษาการเลือกตั้งในออสเตรเลีย (Australian Election Study - AES) ตั้งแต่ปี 1987 - 2025 โดยวิเคราะห์การระบุตัวตนทางศาสนาข้าม 6 ช่วงวัย ได้แก่ War Generation ผู้ที่เกิดในช่วงปี 1920 หรือยุคสงคราม, Builders ผู้ที่เกิดปี 1930–1945, Baby Boomers, Generation X, Millennials (Gen Y) และ Generation Z
จากการวิเคราะห์คำตอบของชาวออสเตรเลียจำนวน 27,478 คน ที่เน้นไปที่ 'การนับถือศาสนา (Religious affiliation)' ซึ่งหมายถึงการที่ผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าตนเองสังกัดหรือถือศาสนาใดหรือไม่
แม้การเข้าโบสถ์หรือศาสนสถานจะบ่งบอกถึงการมีส่วนร่วมในศาสนา แต่การระบุความเชื่อมโยงทางศาสนา จะจับประเด็นที่กว้างกว่า นั่นคือเรื่องของตัวตน ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง และการเข้าใจตัวเอง
เมื่อการนับถือศาสนาเชื่อมโยงกับอายุและเพศสภาพ
โดยรวมแล้วการระบุว่านับถือศาสนานั้นลดลงอย่างมากตามลำดับวัย โดยชาวออสเตรเลียที่อายุมากยังมีแนวโน้มระบุว่านับถือศาสนาสูงกว่าคนรุ่นใหม่อย่างเห็นได้ชัด
หากมองในแง่เพศสภาพ นับตั้งแต่งานวิจัยในรุ่น War Generation มาจนถึงกลุ่ม Gen Y ผู้หญิงมีแนวโน้มจะระบุว่านับถือศาสนามากกว่าผู้ชายเสมอมา
แต่เมื่อเจาะลึกไปที่สองกลุ่มวัยที่อายุน้อยที่สุด เพื่อดูว่าช่องว่างทางเพศในการนับถือศาสนาเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรตามกาลเวลา ก็พบว่า Gen Y ทั้งผู้ชายและผู้หญิงต่างนับถือศาสนาน้อยลงเรื่อยๆ ตามกาลเวลา แต่ผู้หญิงยังคงมีสัดส่วนสูงกว่าผู้ชายอย่างสม่ำเสมอ โดยจากการสำรวจในปี 2025 พบว่า ผู้หญิง Gen Y นับถือศาสนา 46.2% ในขณะที่ผู้ชาย Gen Y อยู่ที่ 40.3%
และเมื่อพอดูในกลุ่ม Gen Z กลับพบว่าแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะในการสำรวจปี 2025 ผู้ชาย Gen Z มากถึง 55.7% ระบุว่าตนเองนับถือศาสนา เมื่อเทียบกับผู้หญิง Gen Z ที่มีเพียง 43.2% เท่านั้น
อาจจะเรียกได้ว่านี่ไม่ใช่เพียงความบังเอิญเท่านั้น เพราะในขณะที่การนับถือศาสนาของผู้ชาย Gen Y ค่อนข้างคงที่ระหว่างปี 2019 ถึง 2025 (จาก 41.0% เป็น 40.3%) แต่สัดส่วนการนับถือศาสนาของผู้ชาย Gen Z กลับพุ่งสูงขึ้น จาก 35.3% ในปี 2019 กลายเป็น 49.1% ในปี 2022 และแตะ 55.7% ในปี 2025
แม้กลุ่มตัวอย่าง Gen Z จะมีขนาดเล็กกว่ารุ่นพี่ ทำให้ค่าประมาณการมีความแม่นยำน้อยกว่า แต่ผลลัพธ์ก็ยังคงมีความสำคัญทางสถิติ และชี้ให้เห็นถึงภูมิทัศน์ทางศาสนาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงในหมู่คนรุ่นใหม่ที่สุดของออสเตรเลีย
เพศสภาพ การเมือง หรือทั้งสองอย่าง ?
คำถามสำคัญถัดมาก็คือ แล้วทำไมถึงเป็นแบบนั้น ? เป็นเพราะเรื่องของเพศสภาพโดยตรง หรือเป็นผลสะท้อนมาจากความแตกต่างทางการเมืองระหว่างชายหนุ่มและหญิงสาว
เมื่อนำปัจจัยเรื่องเพศ อายุ และอุดมการณ์ทางการเมืองมารวมเข้าด้วยกัน ผลการศึกษาชี้ว่า “อัตลักษณ์ทางการเมือง” มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการหล่อหลอมรอยแยกทางศาสนานี้
โดยกลุ่มคนที่นับถือศาสนาสูงที่สุด คือคนรุ่นเก่าที่มีแนวคิดไปทางฝ่ายขวาทางการเมือง โดยเฉพาะผู้หญิงในรุ่น War Generation และ Builders
ส่วนกลุ่มคนที่นับถือศาสนาน้อยที่สุด ก็คือคนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดเอียงซ้ายทางการเมือง โดย ผู้หญิง Gen Z ที่มีอุดมการณ์ฝั่งซ้าย คือกลุ่มที่นับถือศาสนาน้อยที่สุด เช่นเดียวกับกลุ่ม Gen Y ฝั่งซ้ายทั้งชายและหญิงที่มีระดับการนับถือศาสนาต่ำเช่นกัน
ข้อค้นพบนี้สอดคล้องกับรูปแบบที่นักวิชาการเคยบันทึกไว้ในประเทศประชาธิปไตยหลายแห่ง นั่นคือ ผู้หญิงรุ่นใหม่มีแนวโน้มหัวก้าวหน้ามากขึ้น ในขณะที่ผู้ชายรุ่นใหม่กำลังไปทางอนุรักษนิยมมากขึ้น ช่องว่างทางศาสนาที่เติบโตขึ้นนี้จึงอาจเป็นส่วนหนึ่งของการปรับเปลี่ยนขั้วทางการเมืองในระดับที่กว้างขึ้นเช่นกัน
อีกหนึ่งข้อสังเกตก็คือ ในคนรุ่นเก่า ผู้หญิงจะนับถือศาสนามากกว่าผู้ชายเสมอ ไม่ว่าจะมีความเชื่อทางการเมืองแบบใดก็ตาม แต่ในกลุ่ม Gen Z ช่องว่างนี้กลับกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มที่มีแนวคิดฝ่ายซ้าย
ทำไมปรากฏการณ์นี้จึงเกิดขึ้น ?
นั่นเป็นเพราะศาสนาอาจทำหน้าที่เป็นที่พึ่งพาทางจิตใจ เป็นเครื่องยึดเหนี่ยว เป็นการสร้างความรู้สึกในการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม และเป็นชุมชนสำหรับผู้ชายรุ่นใหม่ ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ ความโดดเดี่ยวทางสังคม และความสับสนเกี่ยวกับบทบาทของความเป็นชายแบบดั้งเดิม แต่ศาสนาสามารถมอบเป้าหมาย โครงสร้างชีวิต และพื้นที่ยืนให้กับพวกเขาได้
อาจเรียกได้ว่า การเข้าโบสถ์อาจไม่ใช่เข้าไปเพื่อประกอบพิธีกรรมอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงอัตลักษณ์และการแสวงหาตัวตนอีกด้วย
งานวิจัยชี้ว่า ศาสนาอาจช่วยบรรเทาความเครียดทางจิตวิทยาที่เกิดจากการรู้สึกหลุดออกจากความคาดหวังดั้งเดิมของความเป็นชาย ศาสนาไม่ได้มอบแค่ความเชื่อ แต่ยังให้กรอบความคิดในการเข้าใจตัวเองด้วย
นอกจากนี้โลกออนไลน์ยังมีส่วนเร่งเทรนด์นี้ด้วย เพราะโซเชียลมีเดียทำให้ศาสนามองเห็นได้ง่ายขึ้น เข้าถึงได้ง่ายขึ้น และมีความเกี่ยวโยงกับวัฒนธรรม โดยไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมสถาบันศาสนาแบบเดิมๆ อินฟลูเอนเซอร์ พอดแคสต์ และโลกออนไลน์ ได้ผสมผสานเรื่องของจิตวิญญาณ การพัฒนาตนเอง และการวิพากษ์วิจารณ์วัฒนธรรมเข้าด้วยกัน สำหรับชายหนุ่มบางคน ศาสนาจึงกลายเป็น 'อัตลักษณ์ทางสังคม' ก่อนที่จะกลายเป็นการปฏิบัติทางศาสนาเสียด้วยซ้ำ
ในทางกลับกัน สำหรับผู้หญิงรุ่นใหม่ เทรนด์กลับดำเนินไปในทิศทางตรงกันข้าม ผู้หญิง Gen Z มีแนวคิดก้าวหน้าและอ้าแขนรับคุณค่าทางสิทธิสตรี (Feminism) มากกว่าคนรุ่นก่อนๆ
ดังนั้นแม้ว่าในออสเตรเลียศาสนาอาจจะไม่ได้ฟื้นตัวในรูปแบบดั้งเดิม แต่คล้ายกับว่าศาสนากำลังกลายมาเป็นสิ่งที่ผูกติดกับเรื่องเพศและการเมือง ที่กำลังหล่อหลอมและปรับเปลี่ยนแง่มุมต่างๆ ในชีวิตและสังคมของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันอย่างลึกซึ้ง
ที่มา : SBS News