
SHORT CUT
อากาศร้อนจัดไม่ได้กระทบแค่ค่าไฟ แต่กำลังปฏิวัติโครงสร้างเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภค จาก ‘ล็อกดาวน์หนีร้อน’ ในช่วงกลางวัน สู่การเติบโตของธุรกิจ 24 ชั่วโมง เมื่อความมืดกลายเป็นช่วงเวลาหลักในการขับเคลื่อนชีวิตของคนรุ่นใหม่
เคยสังเกตกันไหมว่า ชีวิตประจำวันของเราเริ่มเปลี่ยนไปจากเดิมมากแค่ไหน จากตอนแรกที่เราเคยออกไปใช้ชีวิตประจำวันได้แบบชิลๆ แต่ตอนนี้กลายเป็นว่าการจะออกไปข้างนอกก็รู้สึกเหนื่อยมากแล้ว เมื่ออากาศร้อนทำให้เราต้องเอาตัวรอด และสภาพอากาศที่ร้อนจัดก็บังคับให้เราต้องปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์
กลางเดือนเมษายนที่อุณภูมิพุ่งสูงไม่ได้เป็นแค่เรื่องของฤดูร้อนที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่กลายเป็นสัญญาณเตือนของ องค์การสหประชาชาติ (UN) ที่ว่า เราได้ก้าวออกจากภาวะโลกร้อน (Global Warming) และเข้าสู่ยุค ‘โลกเดือด’ (Global Boiling) อย่างเต็มรูปแบบ เมื่อแสงแดดและคลื่นความร้อน กลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการใช้ชีวิต ที่ไม่ได้กระทบแค่บิลค่ำที่พุ่งสูงขึ้น แต่กำลังจะเข้ามาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคและโครงสร้างทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
พฤติกรรมแรกที่สังเกตได้ชัดคือการที่ผู้คนหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงเวลากลางวันอย่างเด็ดขาด ย่านการค้าหลายร้านที่เคยคึกคักกลับเงียบเหงา ผู้บริโภคเลือกที่จะกักตัวอยู่ในพื้นที่ปรับอากาศ และพึ่งพาบริการแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นหลัก
ข้อมูลจากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ชี้ให้เห็นว่า ยอดการสั่งซื้อผ่านแอปพลิเคชันฟู้ดเดลิเวอรีพุ่งสูงสุดในช่วงกลางวันของฤดูร้อน ผู้บริโภคยินดีจ่ายค่าธรรมเนียมการจัดส่งที่สูงขึ้นสำหรับสินค้าอย่างน้ำดื่มหรือครีมกันแดด เพื่อแลกกับการซื้อความสะดวกสบายและหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากภาวะฮีทสโตรก
เมื่อชีวิตคนรุ่นใหม่ เริ่มต้นหลังพระอาทิตย์ตก
เมื่อกลางวันร้อนจนเราออกไปทำกิจกรรมไม่ได้ ในเวลากลางคืนจึงกลายเป็นเวลาในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและคอมมูนิตี้ต่างๆ เพื่อปรับตัวให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปนี้ นำไปสู่การเติบโตของ ‘Night Economy’
คาเฟ่กลางคืนและพื้นที่ไลฟ์สไตล์ ร้านกาแฟหลายแห่งที่เคยปิดบริการในช่วงเย็น เริ่มปรับตัวขยายเวลาเปิดไปจนถึงเที่ยงคืน หรือปรับเปลี่ยนให้เป็นบาร์นั่งชิลล์ เพื่อรองรับลูกค้าที่ต้องการออกมาแฮงเอาต์หลังพระอาทิตย์ตก
อีเวนต์และเทศกาลดนตรี ต่างพร้อมใจกันเลื่อนเวลาจัดงานให้ดึกขึ้น กิจกรรมที่เคยเซ็ตอัปตอนบ่าย ถูกขยับไปเริ่มตอนหกโมงเย็นเป็นต้นไป เพื่อให้ผู้ร่วมงานสามารถเอนจอยกับประสบการณ์ได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องยืนทนร้อน
อากาศที่ร้อนอบอ้าวตอนกลางวันมักทำให้สมองตื้อและหงุดหงิดง่าย กลุ่มนักศึกษาและฟรีแลนซ์จึงเกิดพฤติกรรมย้ายเวลาทำงาน เลือกที่จะนอนพักหรือทำกิจกรรมเบาๆ ในตอนกลางวัน แล้วหอบแล็ปท็อปไปสิงตาม Co-working Space หรือร้านกาแฟที่เปิด 24 ชั่วโมงเพื่อปั่นงานหรืออ่านหนังสือสอบในตอนกลางคืนแทน เพราะอากาศที่เย็นกว่าช่วยให้มีสมาธิและโปรดักทีฟได้มากกว่า
นอกเหนือจากเรื่องของอุณหภูมิแล้ว ในมุมมองทางจิตวิทยา เวลากลางคืนยังมอบ ‘ความสงบและความเป็นส่วนตัว’ ให้กับคนรุ่นใหม่ที่ต้องเผชิญกับความวุ่นวาย ความกดดัน และความหงุดหงิดจากอากาศร้อนอบอ้าวมาตลอดทั้งวัน การได้ออกมาใช้ชีวิตในตอนที่แสงแดดหายไป ผู้คนบางตาลง และการจราจรบนท้องถนนไม่ติดขัด จึงกลายเป็นช่วงเวลาฮีลใจชั้นดี ที่ช่วยชาร์จพลังงานให้พวกเขากลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
ไลฟ์สไตล์ที่เหมือนเหรียญ 2 ด้าน
แต่เมื่อเมืองถูกปลุกให้ตื่นในยามค่ำคืน คำถามสำคัญที่ตามมาคือ ‘ความพร้อมและโครงสร้างพื้นฐานของเมือง’ ระบบขนส่งสาธารณะที่ครอบคลุมการเดินทางช่วงดึกมีเพียงพอหรือไม่ ไฟส่องสว่างตามท้องถนน และมาตรการรักษาความปลอดภัย โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิงหรือผู้ที่ต้องเดินทางคนเดียวในยามวิกาล สิ่งเหล่านี้กลายเป็นความท้าทายใหม่ที่เมืองต้องเร่งพัฒนาเพื่อรองรับวิถีชีวิตแบบใหม่นี้
นอกจากนี้ อีกหนึ่งเหรียญสองด้านที่ซ่อนอยู่คือ ‘ผลกระทบต่อสุขภาพ’ แม้จะช่วยให้เรารอดพ้นจากรังสียูวีและอาการฮีทสโตรก แต่การฝืนนาฬิกาชีวิต ก็อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพแบบเงียบๆ ที่ตามมาพร้อมกับไลฟ์สไตล์นี้
ปรากฏการณ์โลกเดือดไม่ได้เปลี่ยนแค่อุณหภูมิ แต่กำลังจะเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ในหลายมิติ การหนีไปใช้ชีวิตตอนกลางคืนอาจจะทำให้เรารอดพ้นจากแดด 40 องศาได้ แต่ก็กลายเป็นคำถามสำคัญว่า เราจะใช้วิธีแบบนี้ไปได้อีกนานแค่ไหน หรืออาจจะถึงเวลาแล้วที่เราต้องตระหนักถึงวิธีการรักษ์โลกอย่างจริงจัง