
SHORT CUT
ภาพที่หลายคนเข้าใจ อาจไม่ใช่ภาพจริงที่คนในพื้นที่มองเห็น! เปิดมุมมอง 'คลองเตย' ชุมชนแออัดใจกลางเมืองที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ความฝัน และมิตรภาพ
'คลองเตย' หนึ่งในชุมชนที่อยู่ในความทรงจำของใครหลายคน บางครั้งมักมีภาพจากข่าวสารว่าเป็นดินแดนที่อาจไม่ได้ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็น
SPRiNG จึงลองมาเดินดูสักครั้ง และตั้งใจบันทึกการเดินทางมาคลองเตยเพื่อจะรับรู้ความเป็นคลองเตยผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 เพื่อพิสูจน์ว่าในความดิบมีความละมุน ในความวุ่นวายมีจังหวะที่งดงาม และในพื้นที่ที่หลายคนพยายามมองข้าม กลับมีหัวใจที่เต้นแรงที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ ซ่อนอยู่
นี่คือบันทึก รูป รส กลิ่น เสียง ที่อยากให้ทุกคนลองเปิดใจ 'สัมผัส' ไปพร้อมๆ กัน...
'รูป' ของความงามอย่างไม่ได้ตั้งใจ สีสันที่นี่ไม่ได้ถูกออกแบบโดยสถาปนิก แต่มันถูกแต้มด้วยความจำเป็น ร่มสีแดง ผนังสีเขียว ต้นไม้หน้าบ้านบนทางเดินแคบๆ และแผ่นไม้ดาดๆ ประกอบไว้คุ้มหัวกะลายามหลับหนุนนอนฝัน คือเลเยอร์ของชีวิตที่ทับซ้อนกันจนกลายเป็นอัตลักษณ์ของชุมชน
'รส' ชาติที่นี่ไม่ใช่ความหรูหรา แต่มันคือความเข้มข้น พริกเป็นพริก น้ำปลาเป็นน้ำปลา มันคือรสชาติของพลังงานที่เอาไว้ใช้ขับเคลื่อนพรุ่งนี้ต่อ แต่ใครจะรู้หลังชามข้าว น้ำปลาพริกและไอความร้อนจากเตาแก๊ส ในร้านอาหารตามสั่งในตรอก 39 ชุมชน 70 ไร่ จะเป็นเชฟ (เฮียแกะ) ที่เคยอวดโฉมฝีมือไปถึงแดนไกลอย่างฮ่องกง เพื่อกลับมาเปิดร้านให้คนในชุมชนได้รับรสดีๆ
'กลิ่น' น้ำมันทอดเก่าๆ ลอยอุ่นอยู่เหนือเตา ปลาทอด ไก่ทอด คาวฟุ้งรวมกับของสด กับควันบางๆ ลอยเกาะอยู่กับอากาศ มันไม่ใช่กลิ่นที่แยกออกเป็นอย่างๆ แต่เป็นกลิ่นที่รวมกันจนกลายเป็นบรรยากาศ ติดอยู่ตามรถเข็น ตามเพิง ตามถนนแคบๆ เป็นกลิ่นของการทำกิน
'เสียง' ที่นี่ไม่มีวันเงียบสนิท มันคือ Symphony ที่ประกอบด้วยเสียงเดาะบอลของเด็ก เสียงตะโกนทักทายกันและกัน กับข้าวครับกับข้าวที่มีอยู่ทุกหนแห่ง เสียงเครื่องยนตร์ที่เข้าออกชุมชนตลอดเวลา ซึ่งส่วนมากก็จะรู้จักกันเองแทบทั้งชุมชน
การมาเยือนคลองเตยครั้งนี้เลยได้รับการ 'สัมผัส' อย่างนุ่มนวลผ่านแววตาของผู้คน แววตาที่บอกว่าที่นี่ไม่ใช่เพียงจุดหมายบนแผนที่ ไม่ใช่แค่ชุมชนแออัด แต่มันคือบ้านที่มีลมหายใจเต้นแรงที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองหลวงแห่งนี้ เผลอๆ มันอาจมีไมตรีจิตต่อกันเสียยิ่งกว่าสภาพคอนโดสูงตระหง่านที่กางกั้นกันและกันด้วยกำแพง
สุดท้ายแล้ว คลองเตยไม่ได้สอนเรื่องความเหลื่อมล้ำ แต่มันสอนเรื่อง 'ความแข็งแกร่งของจิตวิญญาณ' ผ่านบทสนทนาแสนเรียบง่ายของมนุษย์หาเช้ากินค่ำที่มีถมเถไป แต่กลับเป็นบทเรียนที่หาไม่ได้ในห้องเรียน มันคือความจริงที่น่าประหลาดใจ
...ในที่ที่โลกภายนอกมองว่าขาดแคลนคนที่นี่กลับมี 'เหลือเฟือ' ให้กับมิตรภาพ ในที่ที่ดูเหมือน 'เปราะบาง' กลับมีรากของความอดทนที่หยั่งลึกที่สุด
ทางเข้ามายังชุมชนคลองเตยก็มิได้มีรั้วกันสูงหนาปานใดที่จะกั้นขวางคนนอกอย่างเรา มันจึงเป็นประตูที่ยังคงเปิดอ้าต้อนรับคนแปลกหน้าด้วยรอยยิ้ม แม้ในวันที่โลกไม่เคยใจดีกับพวกเขาเลยก็ตาม
แล้วคุณล่ะ? เมืองในความคิดหรือภาพจำของคุณ มันตรงกับสิ่งที่ตาเราเห็นจริงๆ เมื่อเท้าเราได้เหยียบย่างเข้าไปหรือเปล่า? หรือมันกลับซ่อนความลับบางอย่างที่...ตราบใดที่คุณไม่เคยย่างกรายเข้าไป คุณก็ไม่มีวันที่จะได้เห็น