
SHORT CUT
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ชี้ บ้านบางแค รอคิว 15 ปี บ้านพักคนชรา หาไม่ง่าย เอกชนราคาสูง ดัวนั้น คนรุ่นใหม่โสดต้องเตรียมตัวรับมือ
ประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่ ‘สังคมสูงวัยระดับสุดยอด’ อย่างเต็มรูปแบบ ขณะที่คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยเลือกใช้ชีวิตโสด ไม่แต่งงาน และไม่มีบุตร ส่งผลให้ภาพอนาคตของหลายคน อาจต้องวางแผน ‘แก่ตัวคนเดียว’ มากขึ้นกว่าคนรุ่นก่อน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ ‘จะมีเงินเก็บเท่าไหร่’ แต่คือ ‘จะมีที่อยู่ มีคนดูแล และมีคุณภาพชีวิตแบบไหนในวัยชรา’
โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านการดูแลผู้สูงอายุ และ ‘บ้านพักคนชรา’ ที่กำลังกลายเป็นหนึ่งในโจทย์ใหญ่ของสังคมไทย เพราะแม้หลายคนอยากใช้ชีวิตอยู่บ้านเดิม แต่ความจริงคือครอบครัวไทยกำลังเล็กลง ลูกหลานย้ายเข้ากรุง ทำงานต่างจังหวัด และไม่สามารถดูแลผู้สูงอายุได้เหมือนในอดีตอีกต่อไป
รายงานภาวะสังคมไทย ไตรมาส 1 ปี 2569 ของ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. เปิดเผยว่า ปัญหาที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุกำลังกลายเป็นความท้าทายสำคัญของประเทศ ทั้งด้านสุขภาพ รายได้ และระบบดูแลระยะยาว โดยเฉพาะ ‘บ้านพักผู้สูงอายุ’ ที่เริ่มมีความต้องการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
หนึ่งในภาพสะท้อนชัดที่สุด คือ ‘บ้านบางแค’ บ้านพักคนชราของรัฐ ที่ปัจจุบันมีผู้รอคิวประมาณ 6,000 คน แต่รองรับได้เพียง 250 คน และต้องใช้เวลารอคิวนานถึง 15 ปี ขณะที่บ้านพักผู้สูงอายุของเอกชนจำนวนมาก กลับมีราคาสูง เข้าถึงได้เฉพาะกลุ่มที่มีกำลังซื้อ
รายงานยังระบุว่า ผู้สูงอายุที่อาศัยเพียงลำพัง เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว จาก 6.3% ในปี 2545 เป็น 12.9% ในปี 2567 สะท้อนว่าโมเดล ‘Aging in Place’ หรือการสูงวัยอยู่บ้านเดิม อาจไม่ตอบโจทย์ทุกคนอีกต่อไป โดยเฉพาะคนรุ่น Gen Y และ Gen Z ที่มีแนวโน้มไม่มีลูกหลานดูแลในอนาคต
ผลสำรวจของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อปี 2565 พบว่า คนวัยทำงานเริ่มมองหา ‘Senior Complex’ หรือที่พักผู้สูงอายุแบบครบวงจรมากขึ้น โดย 5.7% สนใจอยู่อาศัยในรูปแบบดังกล่าว และ 1% คาดว่าจะอยู่ในสถานสงเคราะห์ผู้สูงอายุ ขณะที่ 56.1% ยังต้องการอยู่บ้านเดิม
ปัจจุบันประเทศไทยมีบ้านพักผู้สูงวัยประมาณ 96 โครงการ รองรับได้ราว 16,000 คน มีอัตราเข้าพักสูงถึง 87.8% แต่ส่วนใหญ่อยู่ในเมืองใหญ่ และเน้นกลุ่มผู้สูงอายุที่มีกำลังซื้อสูง ทำให้หลายจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุจำนวนมาก กลับมีหน่วยบริการรวมกันเพียง 1% ของทั้งประเทศ
นอกจากนี้ สศช.ยังชี้ให้เห็นอีกว่า บ้านพักผู้สูงอายุบางแห่งอาจทำให้ผู้สูงวัย ‘หลุดออกจากชุมชนเดิม’ และขาดปฏิสัมพันธ์กับคนต่างวัย ส่งผลต่อปัญหาสุขภาพจิต ภาวะซึมเศร้า และสติปัญญาถดถอย อีกทั้งหากออกแบบโดยเน้นความปลอดภัยมากเกินไป ก็อาจให้ความรู้สึกคล้าย ‘สถานพยาบาล’ มากกว่าคำว่า ‘บ้าน’
สศช.จึงเสนอ 3 แนวทางสำคัญในการพัฒนาระบบที่อยู่อาศัยผู้สูงอายุ ได้แก่
ส่งเสริมที่อยู่อาศัยผู้สูงอายุให้หลากหลาย เปิดให้เอกชนและชุมชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น รวมถึงนำอาคารร้างหรืออาคารที่ไม่ได้ใช้งานมาปรับเป็นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุพัฒนาเครือข่ายการดูแลในชุมชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยในมิติทางสังคม ไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคม หรือ SE ให้เข้ามาพัฒนาระบบที่อยู่อาศัยของคนต่างวัย เช่น ระบบแบ่งปันที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุที่อยู่ลำพัง
พร้อมยกตัวอย่างโมเดลต่างประเทศที่น่าสนใจ เช่น ฝรั่งเศสที่ให้ผู้สูงอายุพักร่วมกับครอบครัวอุปถัมภ์ เนเธอร์แลนด์ที่ให้นักศึกษาอยู่บ้านพักคนชราฟรี แลกกับการใช้เวลาร่วมกับผู้สูงวัย และเยอรมนีที่สร้างพื้นที่กิจกรรมร่วมกันของคนหลายวัย
ขณะที่ในไทย มี ‘ลำสนธิโมเดล’ จังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ท้องถิ่น อสม. นักบริบาล และครอบครัว รวมถึงภาคเอกชนและวิสาหกิจเพื่อสังคมที่เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เช่น บริการรับส่งผู้สูงอายุ และบริการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่บ้าน
อีกประเด็นที่ถูกจับตา คือ นโยบาย ‘ผู้สูงวัย พลัส+’ ของพรรค อนุทิน ชาญวีรกูล และ พรรคภูมิใจไทย ที่เคยใช้หาเสียงเลือกตั้ง โดยมีแนวคิดสร้าง ‘ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุครบวงจรทั่วประเทศ’ ผ่านการเปิดให้เอกชนลงทุนบนที่ดินรัฐ พร้อมมาตรการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI เพื่อลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้สูงวัยในระยะยาว
โจทย์สำคัญต่อจากนี้ จึงไม่ใช่เพียงการมี ‘บ้านพักคนชรา’ เพิ่มขึ้น แต่คือการสร้างระบบรองรับสังคมสูงวัยที่เข้าถึงได้จริง มีคุณภาพ และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพราะในวันที่คนรุ่นใหม่จำนวนมากเลือกไม่มีลูก การวางแผนชีวิตหลังเกษียณ อาจไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่คือ ‘ความจำเป็น’ ที่ต้องเริ่มคิดตั้งแต่วันนี้