
ผู้ป่วยระยะสุดท้ายติดเตียง เป็นอีกหนึ่งวิกฤตสุขภาพของคนไทย ที่ไม่ได้ทรมานแค่ผู้ป่วย แต่ทรมานผู้ดูแลด้วย SPRiNG ชวนรู้จัก 'สมุดเบาใจ' วางแผนการตายของเราเองได้ โดยไม่ทิ้งภาระให้คนข้างหลัง
ในวันที่ใครคนใดคนหนึ่งล้มป่วยเรื้อรัง ภาพที่เราเห็นมักไม่ใช่แค่ผู้ป่วยที่ทรมาน แต่คือ ‘ผู้ดูแล’ ที่ค่อย ๆ หมดแรงลงไปด้วย หลายคนต้องลาออกจากงาน ทิ้งสังคม และทิ้งความฝัน เพื่อกลับมาทำหน้าที่ดูแลพ่อแม่หรือผู้พิการ ตลอด 24 ชั่วโมง
แม้จะเต็มใจเพราะรักอย่างเต็มเปี่ยม แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความเหนื่อยล้าทางกายเริ่มกลายเป็นความทุกข์ระทมทางใจ จนบางครั้งเกิดความรู้สึกผิดที่แวบเข้ามาในหัวว่า “เมื่อไหร่เรื่องนี้จะจบลงสักที”
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2567 พบว่า ผู้สูงอายุกลุ่มวัยปลาย (80 ปีขึ้นไป) มีสัดส่วนผู้ดูแลถึงร้อยละ 32.8 และส่วนใหญ่เป็นลูกหลานวัยทำงานที่ต้องแบกรับภาระนี้ ท่ามกลางภาวะทางเศรษฐกิจที่บีบคั้น
ภาระงานที่หนักเกินไปส่งผลให้ผู้ดูแลกว่าร้อยละ 44.9 เสี่ยงต่อ ภาวะหมดไฟ (Burnout Syndrome) ซึ่งไม่ได้ทำร้ายแค่ผู้ดูแล แต่ส่งผลต่อสุขภาพของผู้ดูแลผู้ป่วยด้วย
ข้อมูลจาก 101 Public Policy User Beacon (101 PUB) ชี้ให้เห็นว่า งานดูแล (Care Work) ในไทยถูกผลักให้เป็นเรื่อง ‘ส่วนตัว’ และ ‘เรื่องของสายเลือด’ มากเกินไป จนรัฐและสังคมละเลยการเข้ามาช่วยแบกรับ ภาระจึงตกไปอยู่ที่คนใดคนหนึ่งในบ้าน (ส่วนใหญ่คือลูกสาวคนโตหรือลูกที่ยังโสด) จนพวกเขาสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจและการเข้าสังคม
ท่ามกลางความท้าทายนี้ จึงเริ่มมีเสียงสะท้อนจากภาคเอกชนและผู้เชี่ยวชาญที่ลุกขึ้นมาสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการตายดี อย่างในเวทีเสวนา “KTC FIT Talk 22: Because of Love - วางแผนวันนี้ ไม่ทิ้งภาระให้คนข้างหลัง” ชวนสังคมมองความรักที่จับต้องได้ ด้วยการเตรียมพร้อมล่วงหน้าอย่างมีสติ ผ่าน ‘สมุดเบาใจ’ เครื่องมือที่ช่วยวางแผนดูแลล่วงหน้า และสื่อสารเจตนาล่วงหน้าเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่วงสุดท้ายให้ครอบครัวและบุคลากรสุขภาพรับทราบ โดยไม่ต้องเดาใจในกรณีผู้ป่วยระยะสุดท้ายไม่สามารถสื่อสารได้ ตาม พรบ.สุขภาพแห่งชาติ มาตรา 12 พ.ศ.2550
อย่างไรก็ตาม เราต้องนำสมุดเบาใจ ไปเปิดใจพูดคุยกับครอบครัว หรือคนที่รักด้วย เพื่อให้รับรู้และทำความเข้าใจกันทุกฝ่าย นอกจากนี้ สมุดเล่มนี้ จะมีผลทางการแพทย์ช่วยให้แพทย์ตัดสินใจได้ง่ายมากขึ้น หากเกิดภาวะที่สร้างความลำบากใจในการรักษา
นักวางแผนการตายดี (Death Planner) นางสาวปิญชาดา ผ่องนพคุณ ผู้ก่อตั้ง Baojai Family เผยว่า “สังคมไทยมักมองความตายเป็นเรื่องอัปมงคล แต่แท้จริงแล้ว ‘ความตายคือวัฏจักรธรรมชาติ’ ไม่ต่างจากการเกิด การเจ็บป่วย หรือการแก่ชรา และทุกคนมีสิทธิ์ ‘ตายดี’ ได้ หากมีการเตรียมพร้อมที่เหมาะสม”
“การเตรียมตัวก่อนตายคือการค่อย ๆ‘ทำความรู้จักเพื่อนคนสุดท้ายที่ชื่อว่าความตาย’เพื่อให้เราออกแบบการเดินทางครั้งสุดท้ายได้อย่างใจเบา และไม่เป็นภาระให้คนข้างหลังมากเกินความจำเป็น”
นางคัทรินทร์ ประยุกต์วิทยาฐาน เป็นหนึ่งในผู้ป่วยมะเร็งระยะเริ่มต้นที่รักษาหายแล้ว และเป็นเจ้าของแบรนด์ ‘ชมภิญญ์’ น้ำมันหอมระเหย เล่าว่า “ในวันที่รู้ข่าว ตนขับรถอยู่ รู้สึกใจตกไปอยู่ตาตุ่ม ต้องจอดรถทำใจอยู่สักพัก ซ้ำร้ายไม่พอ ในช่วงนั้น นอกจากตรวจพบมะเร็งระยะเริ่มต้นแล้ว ยังเป็นช่วงที่ธุรกิจเครื่องหนังที่เคยทำกำลังล้มลงด้วยเช่นกัน เมื่อเจอสองวิกฤตใหญ่ในชีวิต ภาวะซึมเศร้าก็เริ่มคืบคลานเข้ามา”
“ในวันที่ป่วย คำถามแรกคือ ถ้าไม่มีเราอยู่ ครอบครัวจะทำอย่างไร? ความเสี่ยงไม่ได้มีแค่เรื่องสุขภาพ แต่รวมถึงรายได้และความต่อเนื่องของชีวิต ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้เริ่มแบ่งเงินเป็นหลายตะกร้า ทบทวนกรมธรรม์ประกันจริงจัง จัดเตรียมระบบชีวิตไม่ให้กระทบสามีและลูกต้องลำบาก มันทำให้ได้เห็นคุณค่าของเวลาและความจริงที่ว่าชีวิตมีจำกัด การเตรียมความพร้อมตั้งแต่ยังแข็งแรง คือของขวัญที่เรามอบให้ตัวเองและคนที่เรารัก”
แพทย์หญิงนิษฐา เอื้ออารีมิตร ผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลคูน โรงพยาบาลเฉพาะทางด้าน Palliative Care แห่งแรกของไทย กล่าวว่า “การดูแลแบบประคับประคอง ไม่ได้หมายถึงการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายเพียงเท่านั้น แต่เป็นกระบวนการดูแลแบบองค์รวมที่เริ่มตั้งแต่ระยะแรกของโรคที่คุกคามชีวิต โดยมุ่งลดความทุกข์ทรมานด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ พร้อมดูแลครอบครัวควบคู่ไปด้วย”
“ความเจ็บปวดในช่วงเปราะบาง ไม่ได้เกิดจากโรคเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการไม่ยอมรับและไม่เคยสื่อสารกันมาก่อน ดังนั้น การเตรียมใจจึงสำคัญไม่แพ้การวางแผนด้านกฎหมายหรือการเงิน เพราะการจากไปอย่างสงบต้องเริ่มจากใจที่สงบ”
อีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่ตามมาคือภาระด้านค่าใช้จ่าย หากไม่เตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้ วันหน้าผู้ดูแลอาจพบกับการเงินที่ไม่แน่นอน นางสุดปราถนา ดำรงชัยธรรม ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายพัฒนาทรัพยากรบุคคลและองค์เคทีซี หรือ บริษัท กรุงไทย จำกัด (มหาชน) เผยว่า “สำหรับองค์กร คน หรือ พนักงาน คือสิ่งสำคัญ เราไม่สามารถแยก Work กับ Life ออกจากกันได้ ดังนั้น เคทีซีจึงใช้แนวคิด Work-Life Integration ดูแลคนในองค์กร เพื่อไม่ให้เขาต้องแบกความกังวลใจระหว่างทำงาน”
“ความกังวลหลักของคนทำงานมี 3 เรื่อง คือสุขภาพ การเงิน และเหตุไม่คาดคิด หากสะสมไว้นานจะบั่นทอนทั้งความสุขและประสิทธิภาพงานโดยไม่รู้ตัว เคทีซีจึงมีระบบดูแลพนักงานครบวงจร ตั้งแต่ ตรวจสุขภาพ โปรแกรมดูแลสุขภาพจิต สร้างพื้นที่ปลอดภัยทางใจ และการให้ความรู้ด้านการเงิน ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับวาระสุดท้ายอย่างมืออาชีพ เมื่อใจไม่ต้องแบกรับภาระ เขาก็จะมีพลังในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น”
จะดีมากแค่ไหนกันนะ ถ้าที่ทำงานของเราทุกคนเห็นถึงความสำคัญในเรื่องนี้ด้วย และก็คงจะเบาใจมาก ๆ ถ้ารู้ว่า ในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต ลูกหลานของเรายังใช้ชีวิตต่อไปได้ โดยไม่ต้องวิตกกังวลหรือมีภาระที่ต้องมาแบกรับ แล้วคุณล่ะคิดเห็นอย่างไร?