
SHORT CUT
เคยไหม? ไม่กล้าแสดงออกเพราะกลัวดูพยายามเกินไป หรือแค่อยากจะโพสต์รูปก็กลัวจะดูตลกเกินไป พาทำความเข้าใจผลกระทบของ Cringe Culture ที่ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่กล้าทำตามความฝัน
เคยเป็นแบบนี้ไหม? ตั้งใจจะพิมพ์แคปชันยาวๆ เพื่อเล่าแพสชันของตัวเอง หรือแต่งตัวด้วยลุคที่มั่นใจสุดๆ.แต่พอถึงวินาทีที่จะกดโพสต์หรือก้าวเท้าออกจากบ้าน นิ้วกลับชะงัก แล้วตัดสินใจกด ลบทิ้ง หรือเปลี่ยนกลับไปใส่เสื้อยืดตัวเก่งเหมือนเดิม เพียงเพราะมีเสียงในหัวทักขึ้นมาว่า "มันดูพยายามเกินไปหรือเปล่า?" หรือ "คนอื่นจะมองว่าเราแปลกไหม?"
อาการอายจนจิกเท้า อาการช็อตฟีลตัวเอง หรือความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจเวลาเห็นคนอื่นทำอะไรเด๋อๆ นี่แหละคือความหมายของคำว่า ‘Cringe’ ที่หมายถึงความน่าอายหรือน่าขนลุก
ในโลกอินเทอร์เน็ตอาจจะเป็นแค่มุกตลกหรือคอนเทนต์ขำๆ แต่ในมุมของนักจิตวิทยาและนักสังคมวิทยา พวกเขากำลังค้นพบความจริงที่น่าตกใจว่า ทุกวันนี้ความกลัวที่จะดู 'Cringe' ไม่ใช่เรื่องตลกอีกต่อไป แต่มันคือ 'ความละอายใจรูปแบบใหม่' ที่กลายเป็นกำแพงมองไม่เห็น และสิ่งเหล่านี้กำลังโมยอิสรภาพ ความสนุก และความกล้าในการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ไปอย่างเงียบๆ โดยไม่รู้ตัว
ความกลัวเด๋อ ที่บั่นทอนคนทั้งเจเนอเรชัน
ผลสำรวจของ Yahoo/YouGov ปีล่าสุดชี้ให้เห็นสถิติที่น่าสนใจว่า ความกลัวที่จะดู Cringe ทำให้ Gen Z กว่าครึ่ง ไม่กล้าเป็นตัวของตัวเองบนอินเทอร์เน็ต และ 55% ยอมรับว่ามันทำให้พวกเขาไม่กล้าแสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมา
เรื่องนี้ตรงกับที่ Ocean Vuong นักเขียนและศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก สังเกตเห็นจากลูกศิษย์ของเขา "เด็กนักศึกษายุคนี้ห่วงภาพลักษณ์ตัวเองหนักมาก เวลาจะตั้งใจทำอะไรสักอย่าง พวกเขาจะชอบบอกว่า 'อยากเป็นกวี อยากเป็นนักเขียนนะ แต่มันดูพยายามไปหน่อย ดู Cringe วัฒนธรรมแบบนี้ทำให้เด็กๆ ไม่กล้าทุ่มเททำตามความฝัน เพราะไม่อยากถูกมองว่าเป็นคนที่กำลังดิ้นรนพยายาม"
ห้ามพยายาม ห้ามจริงจัง และ... ห้ามทำตัวแบบมิลเลนเนียล!
แล้วความ Cringe มันคืออะไรกันแน่ในมุมมองของนักวิชาการ?
Roger Giner-Sorolla ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาสังคม อธิบายว่ามันคือความรู้สึกอับอายแทนผู้อื่น เวลาที่เราเห็นใครสักคนทำเรื่องน่าอายแล้วโดนสายตาคนรอบข้างจับจ้อง แต่หัวใจสำคัญที่ทำให้พฤติกรรมนั้นดู Cringe ก็คือ 'การไม่รู้ตัว' (Lack of self-awareness)
Dean Burnett นักประสาทวิทยา ยกตัวอย่างว่า เวลาผู้ใหญ่พยายามจะเล่นมุกตามเทรนด์เด็กๆ นั่นแหละ Cringe สุดๆ เช่น การที่คนรุ่นเบบี้บูมเมอร์หยิบศัพท์วัยรุ่นมาใช้มันคือการพยายามทำตัวกลมกลืนโดยที่ไม่รู้เลยว่ามันกลายเป็นเรื่องที่ดูตลกสำหรับคนรุ่นใหม่
หากถามว่าสำหรับเด็ก Gen Z มองอะไรว่า Cringe บ้าง หลายคนอาจจะมองว่าพฤติกรรมแบบนี้ก็เข้าข่ายหรอ เพราะคนรุ่นใหม่มองแม้ตั้งแต่คนที่ดูจริงจังเกินไป, ความกระตือรือร้น, หรือพฤติกรรมอะไรก็ตามที่ดูไม่ชิลล์ และที่น่าตกใจคือ 'แทบจะทุกสิ่งที่คนรุ่นมิลเลนเนียล ทำ' ล้วนถูกแปะป้ายว่า Cringe เกือบทั้งหมด
ชีวิตที่กลายเป็น The Truman Show
Mark Beal ศาสตราจารย์ด้านการสื่อสาร เปรียบเทียบชีวิตของ Gen Z ว่าไม่ต่างจากหนัง The Truman Show ที่ทุกอย่างถูกถ่ายทอดสดให้คนอื่นดู ต่างกันตรงที่เด็กยุคนี้ 'รู้ตัวดี' ว่ามีกล้องจับอยู่ พวกเขาคือเจเนอเรชันแรกที่โตมาพร้อมกับ Snapchat, TikTok และ Instagram ทุกการโพสท่า รอยยิ้ม หรือสายตา เลยถูกเซ็ตมาแล้วเพื่อรับมือกับการถูกประเมินตลอด 24 ชั่วโมง
ในทางจิตวิทยา Giner-Sorolla อธิบายว่า มนุษย์เราวิวัฒนาการมาเพื่ออยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มเล็กๆ เราไม่ได้ถูกสร้างมาให้รับมือกับดวงตานับล้านคู่ ในอดีตเราแค่ปรับตัวให้เข้ากับคนรอบตัวก็พอแล้ว แต่พอต้องมาเจอกับมาตรฐานเป็นพันๆ รูปแบบและซับคัลเจอร์นับพันกลุ่มบนอินเทอร์เน็ตที่พร้อมจะตัดสินเรา สมองเราก็ย่อมรับไม่ไหว และเลือกที่จะสั่งการให้เรา 'หยุด' ทำทุกอย่างที่เสี่ยงต่อการโดนวิจารณ์
เมื่อสังคมโซเชียลพร้อมจะกระโจนเข้าใส่และตราหน้าคนที่กล้าทุ่มเททำอะไรนอกกรอบว่า 'Cringe' เสมอ คำถามคือ คนยุคนี้จะหนีออกจากกรงขังนี้ได้อย่างไร?
ศาสตราจารย์ Giner-Sorolla แนะนำให้หา 'Safe Zone' สร้างพื้นที่ปลอดภัยกับกลุ่มเพื่อนที่เรารู้สึกเป็นตัวเองได้เต็มที่ ถึงคนนอกจะมองว่าเราเด๋อแค่ไหน แต่ขอแค่มีเพื่อนที่เข้าใจก็พอ
ในขณะที่นักประสาทวิทยา Dean Burnett ย้ำว่าการมี 'คอมมูนิตี้' นั้นดีต่อสุขภาพจิต แต่การมี 'ผู้ชม' นับพันบนอินเทอร์เน็ต ไม่ใช่ค่าเริ่มต้นที่ส่งผลดีต่อตัวเราเสมอไป Georgie Gee นักจิตบำบัด แนะนำให้ตั้งคำถามกับเสียงในหัวที่คอยห้ามไม่ให้เราทำสิ่งต่างๆ ลองแยกแยะดูว่านั่นเป็นเสียงที่หวังดี หรือเป็นแค่เสียงบูลลี่จากความกลัวสังคม
'Cringe Culture' จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องตลกบนโซเชียลมีเดีย แต่เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของสังคมยุคดิจิทัล ที่ผู้คนถูกตีกรอบด้วยสายตาและการตัดสินจากคนแปลกหน้าตลอดเวลา
การยอมสูญเสียความเป็นตัวเองและกดทับความรู้สึกที่แท้จริง เพื่อแลกกับการไม่ตกเป็นเป้าสายตา อาจเป็นราคาที่แพงเกินไปสำหรับคนรุ่นใหม่ ท้ายที่สุดแล้ว การก้าวข้าม 'ความกลัวที่จะน่าอาย' อาจไม่ใช่การทำตัวขบถหรือเรียกร้องความสนใจ แต่คือการทวงคืนพื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจ และสิทธิขั้นพื้นฐานในการใช้ชีวิตในแบบที่เป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง ที่สามารถผิดพลาด เรียนรู้ และมีความสุขได้ โดยไม่ต้องรอให้โซเชียลมีเดียมาคอยเป็นตัวตัดสิน