เมื่อเหล่าแบรนด์ชุดออกกำลังกายน้องใหม่ เตรียมเอาชนะตลาด

เมื่อเหล่าแบรนด์ชุดออกกำลังกายน้องใหม่ เตรียมเอาชนะตลาด

แม้ว่าชุดออกกำลังกายตอนนี้จะมีผู้เล่นที่เป็นเจ้าตลาดอยู่เพียงไม่กี่แบรนด์ แบรนด์เล็กก็มองเห็นว่าการตลาดโซเชียลมีเดีย ก็ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักได้

SHORT CUT

  • แบรนด์น้องใหม่เลือกใช้แพลตฟอร์มอย่าง TikTok และ Instagram ในการสร้างชุมชนและทำคอนเทนต์แบบพาไปดูเบื้องหลัง (Behind the scenes) การสื่อสารที่เน้นความจริงใจ เป็นกันเอง และให้พนักงานหรือผู้ก่อตั้งมาทดลองใส่สินค้าให้ดูจริงๆ ทำให้แบรนด์มีความเป็นมนุษย์และเข้าถึงง่ายกว่าแบรนด์ยักษ์ใหญ่ที่ผู้บริโภคบางส่วนเริ่มรู้สึกเบื่อหน่าย
  • ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้ผูกติดกับการออกกำลังกายเพียงประเภทเดียวอีกต่อไป แต่มีตารางที่สลับไปมาทั้งพิลาทิส วิ่ง ยกน้ำหนัก หรือเทนนิส แบรนด์เหล่านี้จึงปรับกลยุทธ์ด้วยการแบ่งหมวดหมู่เสื้อผ้าตามประเภทกิจกรรมและฟังก์ชันของเนื้อผ้าให้ชัดเจน เพื่อให้ลูกค้าเลือกซื้อได้ตรงกับการใช้งานแบบผสมผสานได้อย่างสะดวก
  • สินค้าของแบรนด์ยุคใหม่ไม่ได้เน้นแค่การใช้งานแบบนักกีฬา แต่ถูกออกแบบให้อยู่กึ่งกลางระหว่างชุดกีฬาและชุดลำลอง ทำให้ลูกค้าสามารถใส่ไปยิม แล้วใส่ไปทำกิจกรรมอื่นๆ ต่อในชีวิตประจำวัน เช่น ไปคาเฟ่ หรือเดินช้อปปิ้งได้อย่างกลมกลืนและดูดีมีสไตล์

แม้ว่าชุดออกกำลังกายตอนนี้จะมีผู้เล่นที่เป็นเจ้าตลาดอยู่เพียงไม่กี่แบรนด์ แบรนด์เล็กก็มองเห็นว่าการตลาดโซเชียลมีเดีย ก็ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักได้

ทุกวันนี้เราอาจจะเห็น ‘แบรนด์ชุดออกกำลังกาย’ เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นโฆษณาของแบรนด์เอง หรือการรีวิวของนักกีฬาและอินฟลูเอนเซอร์คนดัง แต่สิ่งที่ทำให้แต่ละแบรนด์โดยเฉพาะแบรนด์เล็กๆ หรือแบรนด์ที่เพิ่งเปิดตัวได้รับการพูดถึงก็คือการทำคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มดังอย่าง TikTok

ตัวอย่างเช่น แบรนด์น้องใหม่ที่กำลังมาแรง เช่น Set Active และ 437 กำลังชิงส่วนแบ่งทางการตลาด ในช่วงที่ผู้บริโภคกำลังโหยหาความแปลกใหม่ในหมวดหมู่ชุดออกกำลังกาย

CREDIT : 437

แบรนด์เหล่านี้เติบโตแซงหน้ายักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรม ด้วยการใช้คอนเทนต์บน 'TikTok' และ 'Instagram' ที่มีความเป็นส่วนตัวและพาไปดูเบื้องหลัง ทำให้เปลี่ยนผู้ก่อตั้งและพนักงานให้กลายเป็นผู้สร้างชุมชน แถมยังปรับตัวตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงที่ไม่ได้ออกกำลังกายแค่ประเภทเดียวอีกต่อไป แต่มีตารางออกกำลังกายที่หลากหลาย ตั้งแต่เทนนิสไปจนถึงพิลาทิส

CREDIT : 437

เมื่อผู้บริโภค เริ่มเบื่อเจ้าตลาดเดิม

เป็นเวลาหลายปีที่ Jennifer Zuccarini ผู้ก่อตั้งแบรนด์ชุดชั้นใน Fleur du Mal ปฏิเสธที่จะขยายไลน์สินค้าไปทำชุดออกกำลังกาย ทั้งที่เป็นหมวดหมู่ที่ต่อยอดได้ง่ายที่สุด เพราะนับตั้งแต่เธอเปิดแบรนด์ในปี 2012 อิทธิพลของแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Lululemon เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น และเธอมองว่าตลาดนี้เริ่มอิ่มตัวเกินไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

แต่ในปัจจุบัน ผู้บริโภคชาวอเมริกันเริ่มรู้สึกเบื่อหน่าย กับกางเกงเลกกิ้งรุ่นยอดฮิตอย่าง Align ของ Lululemon ที่หันไปทางไหนก็เจอ ซุคคารินีจึงมองเห็นโอกาสทองที่จะใช้ประโยชน์จากความเบื่อหน่ายนี้ ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา เธอได้เปิดตัวคอลเลกชัน 'Fleur du Sport' ซึ่งเป็นชุดออกกำลังกายที่ผสานดีเทลลูกไม้สุดเซ็กซี่อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ชุดชั้นในของเธอ ซึ่งผลตอบรับดีมากจนสินค้าหลายรุ่นขายหมดเกลี้ยง (Sold out)

“พวกเราทุกคนใส่ Lululemon มาเป็น 10 ปีหรือนานกว่านั้นแล้ว วันไหนที่ฉันไปออกกำลังกาย ฉันแค่รู้สึกว่าฉันไม่อยากใส่แบรนด์ยักษ์ใหญ่เหล่านั้นอีกต่อไป” เจนนิเฟอร์ กล่าว

และถ้าพูดถึงผู้ท้าชิงในตลาดชุดลำลองกึ่งกีฬา หลายคนมักจะนึกถึงแบรนด์ดังจากแคลิฟอร์เนียอย่าง Alo Yoga และ Vuori ที่ปัจจุบันมีมูลค่าบริษัทหลายพันล้านดอลลาร์และมีสาขาเป็นร้อยๆ แห่ง แต่เจนนิเฟอร์หวังที่จะเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มแบรนด์ชุดออกกำลังกายระลอกใหม่ที่กำลังสร้างกระแสในหมู่ผู้หญิง Gen-Z เช่น Set Active, 437, Form และ Splits59 ซึ่งบางแบรนด์สามารถทำยอดขายเติบโตเป็นตัวเลขสามหลักต่อปี ในช่วงเวลาที่แบรนด์รุ่นพี่อย่าง Lululemon และ Nike กำลังดิ้นรนเพื่อรักษาความนิยม

ไม่ได้ต่างที่ดีไซน์ แต่ต่างที่กลยุทธ์

หากมองดูแบบผิวเผิน แบรนด์น้องใหม่เหล่านี้ไม่ได้นำเสนอสินค้าที่แตกต่างจากแบรนด์รุ่นพี่อย่างสิ้นเชิง หากลองแกะโลโก้ออก สินค้าหลักๆ ก็เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นกางเกงเลกกิ้งมาตรฐาน ชุดเซ็ตสีคุมโทน หรือชุดสปอร์ตที่ใส่ไปออกกำลังกายและไปร้านกาแฟต่อได้ และพวกเขาก็ไม่ได้ปฏิวัติวงการด้วยการดีไซน์ทรงใหม่ๆ เช่น กางเกงวอร์มทรงหลวม หรือเสื้อคลุมสายลุย อันที่จริง หลายแบรนด์ในกลุ่มนี้ไม่ใช่แบรนด์ใหม่แกะกล่อง แต่เป็นแบรนด์ที่ซุ่มสร้างฐานลูกค้าอย่างเงียบๆ มาตลอดทศวรรษที่ผ่านมา

สิ่งที่ทำให้พวกเขาโดดเด่นคือความเชี่ยวชาญในโซเชียลมีเดียขั้นสุด และการทำสินค้าที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ที่ไม่ได้ยึดติดกับการออกกำลังกายประเภทเดียวอีกต่อไป แต่สลับเล่นหลายอย่าง ตั้งแต่พิลาทิส เทนนิส ไปจนถึงกีฬาแบบผสมผสานอย่าง Hyrox

CREDIT : Oner Active

“เมื่อสามปีก่อน คุณอาจจะเรียกตัวเองว่าเป็นนักวิ่งหรือคนชอบเข้ายิม แต่ตอนนี้ลูกค้าของเราเป็นทุกอย่างรวมกัน” แซค ดูแอน (Zach Duane) ซีอีโอของแบรนด์ Oner Active จากลอนดอนกล่าว

การแจ้งเกิดของแบรนด์เหล่านี้ยังประจวบเหมาะกับช่วงเวลาหักเหของตลาดชุดออกกำลังกายพอดี หลังจากที่ตลาดนี้เติบโตอย่างถล่มทลายในช่วงหลังการระบาดของ โควิด-19 ตลาดก็เริ่มชะลอตัวลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ข้อมูลจาก McKinsey ระบุว่า ตลาดชุดกีฬาทั่วโลกขยายตัวถึง 20% ระหว่างปี 2020-2021 แต่คาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีจะเหลือเพียง 6% ในช่วงปี 2024-2029 ซึ่งแม้จะยังโตเร็วกว่าอุตสาหกรรมเสื้อผ้าโดยรวม แต่ก็ถือเป็นอัตราที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ถึงอย่างนั้นจังหวะเวลา อาจเป็นโชคดีที่สุดของแบรนด์เหล่านี้ เพราะพวกเขาเติบโตขึ้นมาได้ทันเวลาที่ลูกค้ากำลังอยากได้ความแปลกใหม่พอดี พวกเขาไม่เพียงแต่ท้าทายยักษ์ใหญ่ระดับตำนาน แต่ยังท้าทายแบรนด์สตาร์ทอัพรุ่นพี่ที่ดังขึ้นมาช่วงหลังโควิดอย่าง Alo, Vuori, On และ Gymshark อีกด้วย

ในขณะที่การเติบโตของอุตสาหกรรมสินค้ากีฬาภาพรวมชะลอตัว แบรนด์เหล่านี้กลับเติบโตแซงหน้าคู่แข่งอย่างเห็นได้ชัด โดย Set Active และ 437 คาดการณ์ว่ารายได้ของพวกเขาจะเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าในปีนี้ ในขณะที่แบรนด์รองเท้าอย่าง On คาดการณ์การเติบโตที่ 23% ส่วน Nike คาดว่ายอดขายอาจลดลงเป็นตัวเลขหลักเดียว

“เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ถ้าคุณอยากใส่ชุดกีฬา Lululemon น่าจะเป็นตัวเลือกหลักของคุณ แต่ตอนนี้คุณมีตัวเลือกเยอะมาก แบรนด์ใหม่เหล่านี้กำลังเจาะกลุ่มการใช้งานรูปแบบใหม่ด้วยผลิตภัณฑ์ที่คล้ายกัน” อานิชา เชอร์แมน (Aneesha Sherman) นักวิเคราะห์จาก Bernstein กล่าว

กลยุทธ์เปลี่ยนแบรนด์ ให้เป็นอินฟลูเอนเซอร์

ทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดของแบรนด์ชุดออกกำลังกายที่ฮิตที่สุดในตอนนี้คือ ความสามารถในการสื่อสารบนโซเชียลมีเดียได้อย่างเป็นธรรมชาติ

ในขณะที่ Alo Yoga โด่งดังมาจากการดึงอินฟลูเอนเซอร์ระดับท็อปและคนดังมาร่วมงาน แต่แบรนด์รุ่นเล็กกลุ่มนี้เลือกที่จะเข้าถึงลูกค้าโดยตรง ส่งของขวัญให้ผู้ใช้ทั่วไปรีวิวเพื่อแลกกับคอนเทนต์ และพูดคุยกับผู้ติดตามเหมือนเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกัน วิธีนี้ได้ผลเป็นอย่างมาก เช่น Oner Active มียอดผู้ติดตามบน Instagram ถึง 1.5 ล้านคน (มากกว่า Vuori ซึ่งอยู่ที่ 1.2 ล้านคน) และสร้างรายได้ต่อปีได้ถึง 200 ล้านดอลลาร์

CREDIT : 437

เรียกได้ว่าทั้ง 437 และ Set Active ต่างเน้นย้ำถึงประสิทธิภาพของคอนเทนต์เบื้องหลัง เช่น วิดีโอที่พนักงานในบริษัทลองใส่ชุดตัวอย่าง หรือคลิปสัมภาษณ์ตลกๆ ในออฟฟิศที่กลายเป็นไวรัล ส่วนแบรนด์ Form นั้นเริ่มต้นจากการทำคอนเทนต์ก่อน โดยสองอินฟลูเอนเซอร์สายฟิตเนส ซามิ คลาร์ก และ ซามิ เบิร์นสไตน์ สปาลเตอร์ เริ่มต้นธุรกิจจากการเป็นแพลตฟอร์มออกกำลังกายออนไลน์ ก่อนจะขยายมาทำแบรนด์เสื้อผ้าในปี 2023

CREDIT : Set Active

อีกหนึ่งตัวอย่างการทำแบรนด์บนโซเชียลมีเดียก็คือ ลินด์เซย์ คาร์เตอร์ (Lindsey Carter) ผู้ก่อตั้ง Set Active มีช่องทาง Substack และช่องบรอดแคสต์บน Instagram ของตัวเองเพื่อสปอยล์สินค้าใหม่และแนะนำสิ่งต่างๆ ให้กับสมาชิกกว่า 24,000 คน 

นอกจากนี้การร่วมมือกับแบรนด์และครีเอเตอร์ที่เป็นไวรัลก็ช่วยส่งเสริมความแมสได้ดี เช่น การจับมือกับแบรนด์เสื้อสเวตเตอร์ยอดฮิตอย่าง Parke และแบรนด์เครื่องประดับ Logan Tay ซึ่งผู้ก่อตั้งแบรนด์เหล่านี้ก็ใช้กลยุทธ์สร้างแบรนด์ผ่านตัวตนส่วนบุคคล แบบเดียวกับลินด์เซย์

“ตัวขับเคลื่อนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับเราคือโซเชียลมีเดีย แบรนด์ใหญ่ๆ บางแบรนด์แค่ให้ความรู้สึกที่ไม่เป็นส่วนตัวเท่าไหร่” ลินด์เซย์กล่าว

ยุคสมัยแห่งการออกกำลังกาย

แม้ว่ายอดขายรวมของชุดออกกำลังกายจะชะลอตัวลง แต่ข่าวดีสำหรับทั้งแบรนด์น้องใหม่และแบรนด์ระดับตำนานคือ 'อัตราการซื้อซ้ำ' ยังคงสูงมาก เพราะผู้บริโภคออกกำลังกายเป็นประจำมากกว่าแต่ก่อน โดยลูกค้าใหม่ของ Oner มักจะกลับมาซื้อซ้ำเป็นครั้งที่สองภายในเวลาเพียงสองเดือน

CREDIT : Oner Active

นอกจากนี้ ความต้องการชุดออกกำลังกายที่หลากหลายรูปแบบก็เพิ่มขึ้น หลายแบรนด์จึงปรับเว็บไซต์ให้ลูกค้าเลือกซื้อตามประเภทกิจกรรม เช่น Oner ได้เปลี่ยนกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์เมื่อสองปีก่อน โดยแบ่งสินค้าออกเป็น 4 สายชัดเจน ได้แก่ สายยกน้ำหนัก (Lifting), สายคาร์ดิโอหนักๆ (High-intensity), สายสตูดิโอ (โยคะ/พิลาทิส) และสายไลฟ์สไตล์

นอกจากนี้บนเว็บไซต์ของ 437 ลูกค้าสามารถเลือกดูชุดตามประเภทกิจกรรมได้ ส่วน Set Active มีคู่มือออนไลน์อธิบายเนื้อผ้า 4 ประเภท พร้อมคะแนนความเหมาะสมกับกิจกรรม เช่น ผ้า Sportbody ที่กระชับสูงเหมาะกับคาร์ดิโอ หรือผ้า Breathe ที่น้ำหนักเบาและป้องกันแบคทีเรีย

แม้ว่า Lululemon และ Nike จะจัดหมวดหมู่สินค้าตามประเภทกิจกรรมเช่นกัน แต่ข้อเสียของการเป็นแบรนด์ที่ดังเกินไปคือ ลูกค้ามักจะมีภาพจำไปแล้วว่าแบรนด์นั้นเชี่ยวชาญด้านไหนเป็นพิเศษ เช่น นึกถึง Lululemon เมื่อจะเล่นโยคะ และนึกถึง Nike เมื่อจะวิ่งหรือเล่นบาสเกตบอล

สะพานเชื่อมระหว่างแฟชั่น และฟังก์ชัน

เหล่าแบรนด์เล็กๆ เหล่านี้ชี้ให้เห็นจุดเปลี่ยนสำคัญว่า แม้เสื้อผ้าของพวกเขาจะถูกแบ่งตามประเภทการออกกำลังกายอย่างชัดเจน แต่การวางตำแหน่งทางการตลาดของแบรนด์จะอยู่กึ่งกลางระหว่าง แฟชั่น และ ฟังก์ชัน แทนที่จะสุดโต่งไปด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งนี่คือจุดที่แบรนด์ใหญ่ๆ กำลังพยายามจะขยายตัวไปเช่นกัน เช่น แบรนด์ Alo เพิ่งเปิดตัวคอลเลกชันเสื้อผ้าฤดูร้อนที่ไม่ใช่ชุดออกกำลังกายเป็นครั้งแรก เพื่อให้ลูกค้าใส่ไปเที่ยวพักผ่อนหรือเดินชายหาดได้

CREDIT : Set Active

“เราดึงกลุ่มลูกค้าที่เคยช้อปกับแบรนด์ใหญ่ๆ แต่ตอนนี้กำลังมองหาชุดออกกำลังกายที่เข้ากับตู้เสื้อผ้าทั่วๆ ไป ของพวกเขาได้ดี นั่นหมายความว่าเราไม่ได้มุ่งเน้นไปที่ฟังก์ชันการใช้งานแบบนักกีฬาจ๋าขนาดนั้น” เอเดรียน เบตติโอ (Adrien Bettio) ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ 437 จากโตรอนโตกล่าว

โดยแบรนด์ของเธอเริ่มต้นจากการขายชุดว่ายน้ำในปี 2016 ก่อนจะเปลี่ยนมาทำชุดออกกำลังกายเต็มตัวในปี 2023

ตัวอย่างสินค้าขายดีของ 437 คือชุดบอดี้สูทขายาวทรงแฟลร์สายคล้องคอ (Flared halter-top catsuit) ขณะที่แบรนด์ Form โด่งดังที่สุดจากสปอร์ตบราดีไซน์เลเยอร์ซ้อนกัน ส่วนแบรนด์ Splits59 ก็ขายเสื้อผ้าหลายชิ้นที่ออกแบบมาใส่ข้างนอกยิมได้สบายๆ เช่น เสื้อแจ็คเก็ตผ้ากำมะหยี่ หรือเสื้อไหมพรมมีปกสไตล์นักเทนนิส

เรียกได้ว่าทุกวันนี้ 'ชุดออกกำลัง' กำลังถูกปรับเปลี่ยนให้เข้าถึงไลฟ์สไตล์ทั่วไปของลูกค้ามากขึ้น นอกจากนี้แบรนด์ที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่มากกนั้น ยังเน้นการใช้โซเชียลมีเดียเข้ามาทำการตลาดที่เน้นความใกล้ชิดกับลูกค้ามากขึ้น ดังนั้นในอนาคตก็เป็นเรื่องที่น่าจับตามองไม่น้อยว่า จะมีแบรนด์ที่ก้าวขึ้นมามีความโดดเด่นไม่แพ้กับแบรนด์ใหญ่ที่เป็นเจ้าตลาดอยู่ในตอนนี้

ที่มา : Business of Fashion

related