จุดแตกต่าง เจลาโต้ VS ไอศกรีม ของหวานจากอิตาลี - ประวัติอันยาวนานจากยุคเรอเนสซองส์

จุดแตกต่าง เจลาโต้ VS ไอศกรีม ของหวานจากอิตาลี - ประวัติอันยาวนานจากยุคเรอเนสซองส์

ทำความรู้จัก "เจลาโต้" ของหวานสไตล์อิตาเลียนยอดฮิต ณ เข็มนาฬิกาเดินอยู่ตอนนี้ พร้อมทั้งชวนสำรวจประโยชน์ 'เจลาโต้' และความต่างจากไอศกรีมทั่วไปที่ใครหลายคนอาจจะยังไม่เคยรู้

ทำความรู้จักเจลาโต้ 

เจลาโต้ คือไอศกรีมสไตล์อิตาเลียน ซึ่งในภาษาอิตาลีคำนี้แปลว่า 'แช่แข็ง' แม้หน้าตาจะดูคล้ายไอศกรีมมากๆ  

แต่แท้ที่จริงแล้ว มันคือของหวานแช่แข็งที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและมีประวัติศาสตร์ยาวนานมาตั้งแต่ยุคเรอเนสซองส์ นอกจากนี้ หากเป็นสูตรที่ทำจากผลไม้ น้ำ และน้ำตาล โดยไม่มีส่วนผสมของนมหรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์เลย จะเรียกว่า "ซอร์เบต์" (Sorbet)

ประโยชน์จากเจลาโต้ 

ด้วยกระบวนการผลิตที่ใส่ใจรายละเอียด เจลาโต้จึงใช้นมสดเป็นส่วนผสมหลักและใช้ครีมน้อยกว่ามาก (บางสูตรไม่ใช้ไข่แดงเลย) ส่งผลให้มีปริมาณไขมันต่ำกว่าไอศกรีมทั่วไป ถือเป็นทางเลือกของหวานที่ให้ประโยชน์และตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการควบคุมไขมัน แต่ยังอยากเพลิดเพลินกับรสชาติแสนอร่อยอย่างสบายใจ
จุดแตกต่าง เจลาโต้ VS ไอศกรีม ของหวานจากอิตาลี - ประวัติอันยาวนานจากยุคเรอเนสซองส์ เจลาโต้คืออะไร? ใครเคยสัมผัสของหวานจากอิตาลีกันแล้วบ้าง ,แล้วความต่างจากไอศกรีม มีจุดไหนบ้างที่สังเกตได้

ประวัติศาสตร์เจลาโต้: หัวใจจากอิตาลีสู่ทั่วโลก

ประวัติศาสตร์ยุคต้นของเจลาโต้คือเรื่องราวของชาวอิตาลีโดยแท้จริง เริ่มต้นตั้งแต่ยุคเรอเนสซองส์ โดยมี 3 บุคคลสำคัญที่เป็น "เจลาติเอรี" (คนทำเจลาโต้) กลุ่มแรกของโลก:

  • รุจเจรี (Ruggieri): พ่อค้าขายไก่ผู้คิดค้น 'ซอร์เบตโต' จนชนะการแข่งขันของราชสำนักเดเมดิชิ เขาได้ติดตามพระนางคาเทรินา เด เมดิชิ ไปยังฝรั่งเศสและเผยแพร่สูตรลับนี้ให้โลกได้รู้
  • เบอร์นาร์โด บูออนตาเลนตี (Buontalenti): สถาปนิกและวิศวกรชื่อดัง ผู้ริเริ่มนำ 'นม' และ 'ไข่' มาเป็นส่วนผสมหลัก จนได้รับการยกย่องในปัจจุบันว่าเป็นผู้คิดค้นเจลาโต้อย่างแท้จริง
  • ฟรานเชสโก โปรโคปิโอ ดิ โคลเตลลี (Coltelli): ชาวประมงผู้หลงใหลการทำของหวาน เขาใช้น้ำตาลแทนน้ำผึ้งและนำเจลาโต้ไปเปิดร้านระดับตำนานชื่อ Cafe Procope ที่ปารีส ทำให้วัฒนธรรมเจลาโต้ฮิตไปทั่วยุโรป

จุดแตกต่าง เจลาโต้ VS ไอศกรีม ของหวานจากอิตาลี - ประวัติอันยาวนานจากยุคเรอเนสซองส์
ต่อมาในยุคประวัติศาสตร์สมัยใหม่ (ปี 1770) เจลาโต้เดินทางสู่อเมริกาและถูกปรับสูตรจนกลายเป็น 'ไอศกรีม' แม้ยุคอุตสาหกรรมจะนำเครื่องจักรและผงสำเร็จรูปมาใช้เพื่อความรวดเร็ว แต่ท้ายที่สุด กระแส Slow Food ในยุค 90s ก็ได้ดึงให้คนทำเจลาโต้หวนคืนสู่รากเหง้า นั่นคือการให้คุณค่ากับวัตถุดิบสดใหม่และกรรมวิธีทำมือแบบดั้งเดิ

ของหวานอื่นๆ ที่มีหน้าตาใกล้เคียงเจลาโต้กับไอศกรีม

ซอฟต์เสิร์ฟ (Soft Serve) 
ซอฟต์เสิร์ฟ เป็นไอศกรีมที่มีหน้าตาเป็นเอกลักษณ์ ที่มักจะเสิร์ฟวนๆ ใส่โคนหรือภาชนะ โดยกดโดยตรงจากเครื่องเท่านั้น จุดเด่นของซอฟต์เสิร์ฟคือรสนมชัดเจน มีรสสัมผัสที่เนียนนุ่มละลายในปาก ที่สำคัญคือละลายเร็วมาก 

เชอร์เบท (Sherbet) 
ทำมาจากผลไม้ น้ำตาล นม ครีม ไข่ขาว ทำให้เนื้อสัมผัสค่อนข้างเนื้อเหนียวข้น เนียนละเอียด แต่รสชาติเปรี้ยวหรือหวานกลมกล่อม ตามรสชาติผลไม้ สดชื่นและไม่ค่อยเลี่ยนเท่าเมนูที่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับนมเพียงอย่างเดียว

 ซอร์เบต์ (Sorbet) 
ส่วนผสมของเมนูนี้คือ ผลไม้ น้ำตาล น้ำ โดยไม่มีส่วนผสมของนมหรือไขมัน ส่วนเนื้อสัมผัสของ ซอร์เบต์ จะเนื้อเป็นเกล็ดละเอียด นุ่ม รสชาติเปรี้ยวหรือหวานตามรสผลไม้แบบที่เข้มข้น รสชาติค่อนข้างชัดกว่าเชอร์เบท

กรานิต้า (Granita)  
หน้าตาไม่เหมือนไอศกรีมเท่าไร แต่ก็ถือว่าเป็นอีกชนิดที่ได้รับความนิยมสำหรับคนชอบเมนูสดชื่นๆ สำหรับกรานิต้า มีส่วนผสมหลัก น้ำผลไม้ น้ำตาล บางครั้งมีส่วนผสมของเหล้าหรือกาแฟ ทำให้มีเนื้อสัมผัส เกล็ดน้ำแข็งใหญ่ ไม่เนียน คงความกรุบกรอบ เคี้ยวได้

ที่มา : foreverloveitaly  botolino

related