
เมื่อ AI พาคนตายกลับมาพูดอีกครั้ง เทคโนโลยีเยียวยาความสูญเสียที่กำลังได้รับความนิยมในเกาหลีใต้ อาจเปลี่ยนวิธีเผชิญความสูญเสีย
ลองจินตนาการว่า วันหนึ่งเราได้เห็นใบหน้าของพ่อ แม่ หรือคนในครอบครัวที่จากโลกนี้ไปแล้ว ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ พร้อมพูดประโยคที่เราอยากได้ยินมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นคำขอโทษ คำบอกรัก หรือข้อความให้กำลังใจ
สิ่งที่เคยดูเหมือนฉากในภาพยนตร์ไซไฟ กำลังกลายเป็นบริการที่มีผู้ใช้จริงในเกาหลีใต้ เมื่อบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งเริ่มนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาสร้างภาพเคลื่อนไหวและเสียงจำลองของผู้เสียชีวิต เพื่อทำเป็นวิดีโอส่งข้อความถึงสมาชิกในครอบครัว
หนึ่งในบริษัทที่กำลังได้รับความสนใจคือ ‘Vaice’ บริษัทเทคโนโลยีในกรุงโซล ซึ่งให้บริการสร้างวิดีโอจำลองผู้ล่วงลับจากภาพถ่ายและตัวอย่างเสียง โดยลูกค้าสามารถเขียนบทพูดที่ต้องการให้บุคคลในวิดีโอกล่าวออกมาได้
บริษัทระบุว่า ปัจจุบันให้บริการลูกค้าราว 300 รายต่อเดือน ส่วนใหญ่เป็นคนวัย 40–50 ปี ที่ต้องการสร้างวิดีโอของพ่อหรือแม่ผู้ล่วงลับ บางคนสร้างวิดีโอของปู่ย่าตายาย เพื่อมอบเป็นของขวัญให้พ่อแม่ของตัวเอง ขณะที่บางครอบครัวเปิดวิดีโอเหล่านี้ระหว่างพิธีรำลึกถึงบรรพบุรุษหรือในช่วงเทศกาลสำคัญของเกาหลีใต้
ในปัจจุบัน บริการของ Vaice ยังเน้นการสร้างวิดีโอที่มีบทพูดกำหนดไว้ล่วงหน้า ผู้ชมจึงยังไม่สามารถสนทนาโต้ตอบกับคนในวิดีโอได้อย่างอิสระ
อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีกำลังเคลื่อนเข้าใกล้ระบบที่เรียกว่า ‘Griefbot’ หรือแชตบอตจำลองผู้เสียชีวิตมากขึ้น ระบบประเภทนี้อาจเรียนรู้จากข้อความ เสียง รูปภาพ อีเมล หรือข้อมูลในโซเชียลมีเดียของผู้ล่วงลับ แล้วนำมาสร้างบุคลิกและรูปแบบการพูด เพื่อให้สมาชิกในครอบครัวสามารถถามคำถามและสนทนาด้วยได้
ในเกาหลีใต้ ความคิดเรื่องการสร้างตัวแทนดิจิทัลของผู้เสียชีวิตไม่ใช่เรื่องใหม่ ก่อนหน้านี้ รายการโทรทัศน์เคยนำเทคโนโลยีโลกเสมือนจริงหรือ VR มาใช้สร้างภาพเด็กหญิงผู้ล่วงลับ เพื่อให้แม่ได้พบและกล่าวลาอีกครั้ง ขณะที่รายการบันเทิงบางรายการก็เริ่มนำ AI มาสร้างภาพของนักร้องและนักแสดงที่เสียชีวิตแล้ว
การปรากฏตัวของเทคโนโลยีเหล่านี้สะท้อนว่า AI ไม่ได้เข้ามาเปลี่ยนเฉพาะการทำงาน การศึกษา หรือธุรกิจเท่านั้น แต่กำลังเข้าไปแตะพื้นที่ที่ละเอียดอ่อนที่สุดของมนุษย์ นั่นคือความรัก ความทรงจำ และความตาย
ผู้สนับสนุนมองว่า วิดีโอจาก AI สามารถช่วยให้ครอบครัวได้รับความรู้สึกเหมือนมีโอกาสกล่าวคำอำลา โดยเฉพาะในกรณีที่การจากลาเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน หรือยังมีบางประโยคที่ไม่เคยได้พูดต่อกัน
สำหรับบางคน การได้เห็นใบหน้าและได้ยินเสียงที่คุ้นเคยอีกครั้ง อาจช่วยเติมเต็มช่องว่างทางอารมณ์ และเปลี่ยนความทรงจำอันเจ็บปวดให้กลายเป็นช่วงเวลาแห่งการรำลึก
แต่อีกด้านหนึ่ง นักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้าน AI กังวลว่า เทคโนโลยีนี้อาจทำให้เส้นแบ่งระหว่างความจริงกับภาพจำลองไม่ชัดเจน ผู้ใช้อาจผูกพันกับตัวแทนดิจิทัลมากเกินไป จนไม่สามารถยอมรับความสูญเสียหรือก้าวต่อไปได้
ยิ่งเทคโนโลยีสามารถพูดโต้ตอบและเลียนแบบบุคลิกของผู้เสียชีวิตได้สมจริงมากเท่าไร ความเสี่ยงทางอารมณ์ก็อาจเพิ่มขึ้น เพราะคำตอบจาก AI ไม่ใช่ความคิดหรือเจตนาที่แท้จริงของผู้ล่วงลับ แต่เป็นข้อความที่ระบบคาดเดาและสร้างขึ้นจากข้อมูลที่ได้รับ
นอกจากผลกระทบด้านจิตใจแล้ว เทคโนโลยีจำลองผู้เสียชีวิตยังทำให้เกิดคำถามสำคัญเรื่องความยินยอมและสิทธิในข้อมูล
ผู้เสียชีวิตเคยอนุญาตให้นำใบหน้า น้ำเสียง หรือข้อมูลส่วนตัวของตนไปใช้หรือไม่ ใครมีสิทธิตัดสินใจว่าพวกเขาควรพูดอะไร และหาก AI สร้างข้อความที่ขัดกับความเชื่อหรือบุคลิกของบุคคลนั้น ใครควรเป็นผู้รับผิดชอบ
ยังมีความเสี่ยงที่ภาพจำลองของผู้เสียชีวิต โดยเฉพาะบุคคลมีชื่อเสียง จะถูกนำไปใช้เพื่อการค้า การโฆษณา การเมือง หรือการหลอกลวง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากครอบครัว
ผู้เชี่ยวชาญจึงเรียกร้องให้มีกฎหมายและหลักจริยธรรมที่ชัดเจน ตั้งแต่การขอความยินยอมก่อนเสียชีวิต การกำหนดสิทธิของทายาท การคุ้มครองข้อมูล ไปจนถึงข้อห้ามเกี่ยวกับการนำตัวแทนดิจิทัลไปใช้เชิงพาณิชย์
ที่มา AP / ABC News Australia