
SHORT CUT
‘ติดจอ’ มากไปไม่ใช่แค่เสียเวลา! สสส. เตือน Gen Z ใช้หน้าจอเฉลี่ยวันละ 5 ชั่วโมง เสี่ยงทั้งโรคอ้วน NCDs ปัญหาสุขภาพจิต และภาวะติดสมาร์ตโฟน จี้ผู้ปกครองเร่ง สร้างสมดุลการใช้ชีวิตก่อนสายเกินไป
ในวันที่สมาร์ตโฟนกลายเป็นอวัยวะชิ้นที่ 33 ของคนรุ่นใหม่ การใช้ชีวิตบนโลกออนไลน์แทบตลอดทั้งวันอาจไม่ใช่แค่เรื่องของพฤติกรรม แต่กำลังกลายเป็น 'ภัยเงียบ' ที่ค่อย ๆ บั่นทอนทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจของเด็กและเยาวชนไทย ล่าสุด สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยรายงานสถานการณ์สุขภาพของเด็กและเยาวชนไทยกลุ่ม Gen Z หรือผู้ที่เกิดหลังปี พ.ศ. 2540 โดย พบว่า วิถีชีวิตในยุคดิจิทัลที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีและโซเชียลมีเดีย กำลังผลักดันให้คนรุ่นใหม่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดโรคมากขึ้น ทั้งโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ปัญหาสุขภาพจิต และภาวะผิดปกติจากการใช้สมาร์ตโฟน
ข้อมูลของ สสส. ระบุว่า เยาวชน Gen Z ใช้เวลาอยู่กับหน้าจอเฉลี่ยสูงถึงวันละ 5 ชั่วโมง ทั้งการเล่นโซเชียลมีเดีย ดูคอนเทนต์ เล่นเกม และใช้งานสมาร์ตโฟนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมใจร้อน อดทนรอคอยได้น้อย ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ลดลง และมีโลกส่วนตัวสูงขึ้น
นอกจากนี้ ยังพบแนวโน้มที่คนรุ่นใหม่หันไปใช้งานแพลตฟอร์ม X (เดิมคือ Twitter) มากขึ้น เพื่อเกาะติดกระแสข่าว แฟชั่น และประเด็นสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
สสส. ระบุว่า การนั่งหรือนอนใช้โทรศัพท์มือถือ ดูซีรีส์ และเล่นเกมเป็นเวลานาน ประกอบกับการบริโภคอาหารฟาสต์ฟู้ดและเครื่องดื่มรสหวานที่สั่งได้ง่ายผ่านแอปพลิเคชันเดลิเวอรี ส่งผลให้เด็กและเยาวชนมีความเสี่ยงต่อ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) โดยเฉพาะโรคอ้วน ซึ่งเป็นปัจจัยนำไปสู่โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และโรคหัวใจ
การจ้องหน้าจอต่อเนื่องเกิน 6 ชั่วโมงต่อวัน ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสายตา ทั้งอาการตาแห้ง ตามัว ระคายเคืองตา และภาวะสายตาสั้นตั้งแต่อายุยังน้อย
ด้านสุขภาพจิต สสส. เตือนว่า การเสพสื่อออนไลน์เป็นเวลานานอาจส่งผลให้เด็กและเยาวชนมีสมาธิลดลง จนนำไปสู่ปัญหาคล้ายโรคสมาธิสั้น รวมถึงพบแนวโน้มของ ภาวะออทิสติกเทียม ที่ส่งผลต่อทักษะการสื่อสารและการเข้าสังคม ขณะที่การเปรียบเทียบตัวเองกับภาพลักษณ์ของผู้อื่นบนโซเชียลมีเดีย ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะซึมเศร้า
รายงานยังระบุถึงโรคและภาวะที่เกิดจากการใช้สมาร์ตโฟนโดยตรง ได้แก่ โรคละเมอแชต (Sleep Texting) หรือการตอบข้อความขณะหลับกึ่งรู้ตัว ซึ่งทำให้พักผ่อนไม่เพียงพอ และ โรคโนโมโฟเบีย (Nomophobia) หรือภาวะหวาดกลัวการไม่มีโทรศัพท์มือถือหรือแบตเตอรี่หมด จนก่อให้เกิดความเครียดและความวิตกกังวลอย่างรุนแรง
นอกจากนี้ การได้รับแสงสีฟ้าจากหน้าจอร่วมกับการอดนอน ยังเป็นอีกปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดอาการไมเกรนในเด็กและเยาวชนได้ง่ายขึ้น
สสส. แนะนำว่า ผู้ปกครองยังคงเป็น "เกราะป้องกัน" ที่สำคัญที่สุด โดยควรเป็นแบบอย่างในการใช้สื่อดิจิทัลอย่างเหมาะสม พร้อมกำหนดกติกาการใช้โทรศัพท์มือถือภายในครอบครัว เช่น งดเล่นมือถือระหว่างรับประทานอาหาร เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้การใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น และสร้างสมดุลระหว่างโลกออนไลน์กับโลกแห่งความเป็นจริงได้อย่างเหมาะสม
ที่มา: https://dol.thaihealth.or.th/Media/Pdfview/6cd21667-30e0-ea11-80ec-00155d09b41f