'Gen Z' และนิยามและความหวังใหม่ในการเป็น 'เจ้าของบ้าน'

'Gen Z' และนิยามและความหวังใหม่ในการเป็น 'เจ้าของบ้าน'

เมื่อการ 'ซื้อบ้าน' กลายเป็นเรื่องเกินเอื้อม ชาว Gen Z อาจต้องปรับตัวและสู้ชีวิตมากขึ้น เมื่อสูตรความสำเร็จแบบเดิมอาจใช้ 'ไม่ได้ผล'

SHORT CUT

  • เมื่อซื้อบ้านในวัยเริ่มทำงานได้ยาก Gen Z จึงหันมาผลักดันการเมืองท้องถิ่นเพื่อเรียกร้องนโยบายควบคุมค่าเช่าและเพิ่มที่อยู่อาศัยสาธารณะ เพื่อให้พวกเขามีโอกาสเก็บเงินดาวน์บ้านได้ในอนาคต
  • Gen Z นิยามคำว่า 'บ้าน' ใหม่ตามไลฟ์สไตล์ เลิกยึดติดกับภาพฝันบ้านเดี่ยวชานเมือง แต่เลือกที่พักอาศัยที่ตอบโจทย์ชีวิตตัวเอง (เช่น คอนโดในเมือง หรือที่อยู่แบบชุมชน) พร้อมผลักดันให้แก้กฎหมายผังเมืองเพื่อเพิ่มทางเลือกที่อยู่อาศัยให้หลากหลายขึ้น
  • การทำงานหนักและเก็บเงินไม่การันตีการมีบ้านอีกต่อไปเพราะราคาแพงเกินเอื้อม ทำให้คนรุ่นใหม่บางส่วนเกิดภาวะสิ้นหวังทางเศรษฐกิจ และมองว่าการมีบ้านต้องพึ่งพา 'โชค' หรือเงินจากครอบครัวมากกว่า

เมื่อการ 'ซื้อบ้าน' กลายเป็นเรื่องเกินเอื้อม ชาว Gen Z อาจต้องปรับตัวและสู้ชีวิตมากขึ้น เมื่อสูตรความสำเร็จแบบเดิมอาจใช้ 'ไม่ได้ผล'

คนรุ่น 'Gen Z' กำลังเติบโตขึ้นมาในยุคเศรษฐกิจที่เส้นทางสู่ความสำเร็จแบบเดิมๆ อาจใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป แต่แทนที่จะยอมแพ้ พวกเขากำลังเริ่มสร้างเส้นทางในแบบของตัวเอง

ตลอด 70 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่เรียกว่า ภาพฝันอเมริกัน หรือ American Dream มีลำดับขั้นตอนที่คาดเดาได้ชัดเจน คือ เรียนหนังสือ, ได้ทำงาน, เลื่อนตำแหน่ง, กู้ซื้อบ้าน, มีบ้านเป็นของตัวเอง และมีอิสรภาพทางการเงิน

'Gen Z' และนิยามและความหวังใหม่ในการเป็น 'เจ้าของบ้าน'

แต่สำหรับคนหนุ่มสาวยุคนี้ เส้นทางดังกล่าวอาจเรียกได้ว่าพังทลายลงแล้ว แม้ตัวเลขเศรษฐกิจภาพรวม เช่น GDP หรืออัตราการว่างงานจะดูดี แต่ตัวเลขเหล่านั้นไม่เคยเป็นสิ่งที่ทำให้คนรู้สึกประสบความสำเร็จ

'ความสำเร็จที่แท้จริง' คือการบรรลุเป้าหมายหนึ่งแล้วมั่นใจว่าเป้าหมายต่อไปอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม แต่ตอนนี้คนรุ่นใหม่ต้องบุกเบิกทางของตัวเองโดยไม่มีอะไรรับประกันเลยว่ามันจะนำไปสู่อะไร

'Gen Z' และนิยามและความหวังใหม่ในการเป็น 'เจ้าของบ้าน'

ทำไม 'การมีบ้าน' จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้?

ทุกวันนี้ในเมืองใหญ่ที่มีค่าครองชีพสูง การเป็น 'เจ้าของบ้าน' กลายเป็น 'เรื่องที่เป็นไปไม่ได้' เช่น ลอสแอนเจลิส เพราะ 99% ของบ้านที่ประกาศขาย มีราคาสูงเกินกว่าที่ครอบครัวที่มีรายได้ปานกลางจะซื้อไหว ส่วนนิวยอร์ก ตัวเลขนี้อยู่ที่ 92% และบอสตัน อยู่ที่ 89%

'Gen Z' และนิยามและความหวังใหม่ในการเป็น 'เจ้าของบ้าน'

ในเมืองเหล่านี้ ต่อให้คนรุ่นใหม่จะได้งานที่เริ่มต้นได้ดี ได้เลื่อนตำแหน่ง และมีรายได้มากกว่าคนรอบข้าง พวกเขาก็ยังไม่สามารถซื้อบ้านอยู่ได้ และนี่ไม่ใช่แค่ปัญหาของเมืองตามชายฝั่งทะเลเท่านั้น เพราะปัจจุบันมีคนอเมริกันอายุ 28 ปีเพียง 39% เท่านั้นที่มีบ้านเป็นของตัวเอง ซึ่งน้อยกว่าคนรุ่น Gen X (43%) และ Baby Boomers (44%) เมื่อตอนที่คนรุ่นนั้นอายุ 28 ปี

Gen Z เห็นแล้วว่าการได้งานทำ การได้ขึ้นเงินเดือน และการเก็บออมเงินจากเงินเดือนไม่ใช่สิ่งค้ำประกันว่าจะได้มีบ้าน ยิ่งไปกว่านั้น เทคโนโลยี AI กำลังเข้ามาดิสรัปต์งานระดับเริ่มต้น ทำให้การก้าวไปสู่หมุดหมายแรกของชีวิตยากขึ้นไปอีก และเมื่อเส้นทางสู่ความสำเร็จแบบเดิมหายไป ทุกอย่างก็เริ่มรู้สึก 'ไร้ความหมาย'

เมื่อความสิ้นหวังทางเศรษฐกิจเข้าครอบงำ

ความสิ้นหวังทางเศรษฐกิจ (Economic Nihilism) คือความเชื่อที่ว่าการพยายามดิ้นรนเพื่อความสำเร็จทางเศรษฐกิจนั้นไร้ประโยชน์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยชิคาโกและนอร์ทเวสเทิร์นพบว่า การขาดแคลนที่อยู่อาศัยที่เอื้อมถึงได้ นำไปสู่ภาวะสิ้นหวังทางเศรษฐกิจ หรืออาการถอดใจ ซึ่งแสดงออกมาในรูปแบบของการบริโภคหรือใช้จ่ายที่สูงขึ้น (แนวๆ ใช้เงินประชดชีวิต) ความพยายามในการทำงานที่ลดลง และการกล้าเสี่ยงโชคที่มากขึ้น

บทเรียนที่คนรุ่นมิลเลนเนียล หรือ Gen Y เคยผ่านมา

ปัญหาเรื่องความสิ้นหวังเหล่านี้ ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรกในยุคนี้เท่านั้น แต่คน Gen Y เองก็เคยผ่านมาเหมือนกัน เช่น ในปี 2010 อัตราการว่างงานของคนอายุ 20-24 ปีพุ่งสูงที่สุดในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่ปี 1948 โดยอยู่ที่ 15.5% เมื่อเทียบกับปี 2025 ที่อยู่ที่ 8.3% และบางคนก็ต้องแบกรับหนี้สินทางการศึกษาจำนวนมหาศาลโดยมองไม่เห็นอนาคตเช่นกัน ตอนนั้นราคาบ้านถูกลงมากจากพิษเศรษฐกิจ แต่คนกลับไม่มีงานทำและมีหนี้ท่วมหัวจนไม่สามารถฉวยโอกาสนั้นไว้ได้

'Gen Z' และนิยามและความหวังใหม่ในการเป็น 'เจ้าของบ้าน'

ชาว Gen Y บางคนในตอนนั้นเลือกที่จะไม่โฟกัสเส้นทางความสำเร็จแบบพ่อแม่ที่ทำงานในบริษัทเดิมที่มั่นคงไปหลายสิบปี แต่เริ่มมองหาทางใหม่ แฟชั่นการเปลี่ยนงานบ่อยๆ (Job-Hopping) เริ่มกลายเป็นเรื่องปกติในยุคนั้น บ้างก็ผันตัวไปเป็นผู้ประกอบการ หรือเลือกเรียนต่อปริญญาโทด้วยความหวังว่าตลาดแรงงานจะดีขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

จนกระทั่งปี 2015 ตลาดงานเริ่มฟื้นตัว คนกลุ่มนี้จึงมีรายได้เพิ่มขึ้นและใช้หนี้ได้หมด รวมถึงซื้อบ้านได้สำเร็จ ปัจจุบันคนรุ่นมิลเลนเนียลในวัย 44 ปี มีสัดส่วนการเป็นเจ้าของบ้านสูงพอๆ กับคนรุ่น Gen X ในอายุเท่ากัน

เมื่อโชคชะตา มีค่ามากกว่าความพยายาม?

ขณะเดียวกัน Gen Z ก็เห็นเพื่อนร่วมรุ่นบางคนได้กุญแจสู่ความมั่งคั่งมาอย่างง่ายดายผ่านทางมรดกตกทอดหรือการเสี่ยงโชค จากผลสำรวจของ Redfin พบว่า มีผู้ซื้อบ้านรุ่น Gen Z และ Gen Y ไม่ถึง 6 ใน 10 คนที่ใช้เงินที่ตัวเองหามาได้จริงๆ ในการดาวน์บ้าน

'Gen Z' และนิยามและความหวังใหม่ในการเป็น 'เจ้าของบ้าน'

แต่คนหนุ่มสาวจำนวนมากใช้เงินช่วยเหลือจากครอบครัว เงินมรดก หรือเงินที่ได้จากการลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซีเป็นทางลัดในการซื้อบ้าน เมื่อความสำเร็จไม่ได้มาจากการทำงานหนักแต่มาจากโชคช่วย สัญลักษณ์ของความสำเร็จก็หมดความหมายเพราะมันหลุดลอยไปจากความพยายาม แต่ความจริงแล้วความพยายามยังสำคัญ เพียงแค่ตอนนี้มันไม่ชัดเจนว่าควรจะทุ่มเทความพยายามไปกับสิ่งไหนดี

Gen Z กำลังจะเปลี่ยนนโยบายที่อยู่อาศัย?

เนื่องจากคนหนุ่มสาวจำนวนมากต้องเปลี่ยนสถานะเป็นผู้เช่า ยาวไปจนถึงวัยเกือบ 40 ปี พวกเขาจึงเริ่มหันมาขับเคลื่อนและเรียกร้องสิทธิ์ของผู้เช่า เช่น ที่อยู่อาศัยที่บริหารโดยผู้เช่า และการเพิ่มที่อยู่อาศัยสาธารณะสำหรับชนชั้นกลาง

'Gen Z' และนิยามและความหวังใหม่ในการเป็น 'เจ้าของบ้าน'

เทรนด์นี้กำลังเกิดขึ้นในเมืองใหญ่ที่มีค่าครองชีพสูง เช่น ในนิวยอร์กที่ยกเรื่องการปกป้องผู้เช่าจากการถูกเอารัดเอาเปรียบโดยเจ้าของมาเป็นประเด็นหลักในการหาเสียงเลือกตั้ง หรือเมืองซีแอตเทิลที่รัฐบาลท้องถิ่นได้เข้าซื้อตึกอพาร์ตเมนต์เพื่อปล่อยเช่าในราคาตลาดผสมกับราคาอุดหนุนสำหรับผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง และมีแผนจะขยายให้ถึง 1,800 ยูนิต ซึ่งในระยะยาว การทำให้ค่าเช่าถูกลงจะช่วยให้ Gen Z มีเงินเก็บไปดาวน์บ้านของตัวเองได้ง่ายขึ้น

นิยามบ้านในแบบฉบับ Gen Z

เมื่อภาพฝันการเป็นเจ้าของบ้านเดี่ยวหลังใหญ่พร้อมสนามหญ้าและรั้วไม้สีขาวหมดความหมายลง การเป็นเจ้าของบ้านจะถูกตีความใหม่เพื่อให้เข้ากับนิยามความสำเร็จของ Gen Z ที่อาจจำแนกออกไปได้หลายแบบ

'Gen Z' และนิยามและความหวังใหม่ในการเป็น 'เจ้าของบ้าน'

ถ้าความสำเร็จหมายถึงชุมชน การเป็นเจ้าของตึกแถวหรืออาคารที่อยู่อาศัยรวม ก็คือวิธีแบ่งปันที่อยู่ให้เพื่อนฝูงและครอบครัว แต่ถ้าความสำเร็จหมายถึงการแสดงออกทางศิลปะ การมีบ้านคือการตกแต่งรีโนเวทตามรสนิยมเฉพาะตัว โดยไม่สนใจว่าราคาขายต่อจะตกหรือไม่ และถ้ามองว่าความสำเร็จหมายถึงการใช้ชีวิตในเมือง การเป็นเจ้าของคอนโดใกล้รถไฟฟ้าจะน่าดึงดูดมากกว่าบ้านเดี่ยวในแถบชานเมือง

ทั้งนี้คนรุ่นใหม่ต้องผลักดันให้ผู้กำหนดนโยบายปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายเดิมๆ เช่น กฎหมายผังเมืองที่บังคับให้สร้างแต่บ้านเดี่ยว ซึ่งเป็นการจำกัดทางเลือก คนรุ่นใหม่ต้องการทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น เช่น บ้านแฝด, ห้องพักส่วนต่อขยาย, คอนโดมิเนียม และอพาร์ตเมนต์ ในขนาดที่เหมาะสมทั้งสำหรับคนโสดและครอบครัว เพื่อให้พวกเขาสามารถเอื้อมถึงภาพฝันอเมริกันในแบบฉบับของตัวเองได้สำเร็จ

ที่มา : Forbes

related