
SHORT CUT
เมื่อการ 'ซื้อบ้าน' กลายเป็นเรื่องเกินเอื้อม ชาว Gen Z อาจต้องปรับตัวและสู้ชีวิตมากขึ้น เมื่อสูตรความสำเร็จแบบเดิมอาจใช้ 'ไม่ได้ผล'
คนรุ่น 'Gen Z' กำลังเติบโตขึ้นมาในยุคเศรษฐกิจที่เส้นทางสู่ความสำเร็จแบบเดิมๆ อาจใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป แต่แทนที่จะยอมแพ้ พวกเขากำลังเริ่มสร้างเส้นทางในแบบของตัวเอง
ตลอด 70 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่เรียกว่า ภาพฝันอเมริกัน หรือ American Dream มีลำดับขั้นตอนที่คาดเดาได้ชัดเจน คือ เรียนหนังสือ, ได้ทำงาน, เลื่อนตำแหน่ง, กู้ซื้อบ้าน, มีบ้านเป็นของตัวเอง และมีอิสรภาพทางการเงิน
แต่สำหรับคนหนุ่มสาวยุคนี้ เส้นทางดังกล่าวอาจเรียกได้ว่าพังทลายลงแล้ว แม้ตัวเลขเศรษฐกิจภาพรวม เช่น GDP หรืออัตราการว่างงานจะดูดี แต่ตัวเลขเหล่านั้นไม่เคยเป็นสิ่งที่ทำให้คนรู้สึกประสบความสำเร็จ
'ความสำเร็จที่แท้จริง' คือการบรรลุเป้าหมายหนึ่งแล้วมั่นใจว่าเป้าหมายต่อไปอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม แต่ตอนนี้คนรุ่นใหม่ต้องบุกเบิกทางของตัวเองโดยไม่มีอะไรรับประกันเลยว่ามันจะนำไปสู่อะไร
ทุกวันนี้ในเมืองใหญ่ที่มีค่าครองชีพสูง การเป็น 'เจ้าของบ้าน' กลายเป็น 'เรื่องที่เป็นไปไม่ได้' เช่น ลอสแอนเจลิส เพราะ 99% ของบ้านที่ประกาศขาย มีราคาสูงเกินกว่าที่ครอบครัวที่มีรายได้ปานกลางจะซื้อไหว ส่วนนิวยอร์ก ตัวเลขนี้อยู่ที่ 92% และบอสตัน อยู่ที่ 89%
ในเมืองเหล่านี้ ต่อให้คนรุ่นใหม่จะได้งานที่เริ่มต้นได้ดี ได้เลื่อนตำแหน่ง และมีรายได้มากกว่าคนรอบข้าง พวกเขาก็ยังไม่สามารถซื้อบ้านอยู่ได้ และนี่ไม่ใช่แค่ปัญหาของเมืองตามชายฝั่งทะเลเท่านั้น เพราะปัจจุบันมีคนอเมริกันอายุ 28 ปีเพียง 39% เท่านั้นที่มีบ้านเป็นของตัวเอง ซึ่งน้อยกว่าคนรุ่น Gen X (43%) และ Baby Boomers (44%) เมื่อตอนที่คนรุ่นนั้นอายุ 28 ปี
Gen Z เห็นแล้วว่าการได้งานทำ การได้ขึ้นเงินเดือน และการเก็บออมเงินจากเงินเดือนไม่ใช่สิ่งค้ำประกันว่าจะได้มีบ้าน ยิ่งไปกว่านั้น เทคโนโลยี AI กำลังเข้ามาดิสรัปต์งานระดับเริ่มต้น ทำให้การก้าวไปสู่หมุดหมายแรกของชีวิตยากขึ้นไปอีก และเมื่อเส้นทางสู่ความสำเร็จแบบเดิมหายไป ทุกอย่างก็เริ่มรู้สึก 'ไร้ความหมาย'
ความสิ้นหวังทางเศรษฐกิจ (Economic Nihilism) คือความเชื่อที่ว่าการพยายามดิ้นรนเพื่อความสำเร็จทางเศรษฐกิจนั้นไร้ประโยชน์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยชิคาโกและนอร์ทเวสเทิร์นพบว่า การขาดแคลนที่อยู่อาศัยที่เอื้อมถึงได้ นำไปสู่ภาวะสิ้นหวังทางเศรษฐกิจ หรืออาการถอดใจ ซึ่งแสดงออกมาในรูปแบบของการบริโภคหรือใช้จ่ายที่สูงขึ้น (แนวๆ ใช้เงินประชดชีวิต) ความพยายามในการทำงานที่ลดลง และการกล้าเสี่ยงโชคที่มากขึ้น
ปัญหาเรื่องความสิ้นหวังเหล่านี้ ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรกในยุคนี้เท่านั้น แต่คน Gen Y เองก็เคยผ่านมาเหมือนกัน เช่น ในปี 2010 อัตราการว่างงานของคนอายุ 20-24 ปีพุ่งสูงที่สุดในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่ปี 1948 โดยอยู่ที่ 15.5% เมื่อเทียบกับปี 2025 ที่อยู่ที่ 8.3% และบางคนก็ต้องแบกรับหนี้สินทางการศึกษาจำนวนมหาศาลโดยมองไม่เห็นอนาคตเช่นกัน ตอนนั้นราคาบ้านถูกลงมากจากพิษเศรษฐกิจ แต่คนกลับไม่มีงานทำและมีหนี้ท่วมหัวจนไม่สามารถฉวยโอกาสนั้นไว้ได้
ชาว Gen Y บางคนในตอนนั้นเลือกที่จะไม่โฟกัสเส้นทางความสำเร็จแบบพ่อแม่ที่ทำงานในบริษัทเดิมที่มั่นคงไปหลายสิบปี แต่เริ่มมองหาทางใหม่ แฟชั่นการเปลี่ยนงานบ่อยๆ (Job-Hopping) เริ่มกลายเป็นเรื่องปกติในยุคนั้น บ้างก็ผันตัวไปเป็นผู้ประกอบการ หรือเลือกเรียนต่อปริญญาโทด้วยความหวังว่าตลาดแรงงานจะดีขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
จนกระทั่งปี 2015 ตลาดงานเริ่มฟื้นตัว คนกลุ่มนี้จึงมีรายได้เพิ่มขึ้นและใช้หนี้ได้หมด รวมถึงซื้อบ้านได้สำเร็จ ปัจจุบันคนรุ่นมิลเลนเนียลในวัย 44 ปี มีสัดส่วนการเป็นเจ้าของบ้านสูงพอๆ กับคนรุ่น Gen X ในอายุเท่ากัน
ขณะเดียวกัน Gen Z ก็เห็นเพื่อนร่วมรุ่นบางคนได้กุญแจสู่ความมั่งคั่งมาอย่างง่ายดายผ่านทางมรดกตกทอดหรือการเสี่ยงโชค จากผลสำรวจของ Redfin พบว่า มีผู้ซื้อบ้านรุ่น Gen Z และ Gen Y ไม่ถึง 6 ใน 10 คนที่ใช้เงินที่ตัวเองหามาได้จริงๆ ในการดาวน์บ้าน
แต่คนหนุ่มสาวจำนวนมากใช้เงินช่วยเหลือจากครอบครัว เงินมรดก หรือเงินที่ได้จากการลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซีเป็นทางลัดในการซื้อบ้าน เมื่อความสำเร็จไม่ได้มาจากการทำงานหนักแต่มาจากโชคช่วย สัญลักษณ์ของความสำเร็จก็หมดความหมายเพราะมันหลุดลอยไปจากความพยายาม แต่ความจริงแล้วความพยายามยังสำคัญ เพียงแค่ตอนนี้มันไม่ชัดเจนว่าควรจะทุ่มเทความพยายามไปกับสิ่งไหนดี
เนื่องจากคนหนุ่มสาวจำนวนมากต้องเปลี่ยนสถานะเป็นผู้เช่า ยาวไปจนถึงวัยเกือบ 40 ปี พวกเขาจึงเริ่มหันมาขับเคลื่อนและเรียกร้องสิทธิ์ของผู้เช่า เช่น ที่อยู่อาศัยที่บริหารโดยผู้เช่า และการเพิ่มที่อยู่อาศัยสาธารณะสำหรับชนชั้นกลาง
เทรนด์นี้กำลังเกิดขึ้นในเมืองใหญ่ที่มีค่าครองชีพสูง เช่น ในนิวยอร์กที่ยกเรื่องการปกป้องผู้เช่าจากการถูกเอารัดเอาเปรียบโดยเจ้าของมาเป็นประเด็นหลักในการหาเสียงเลือกตั้ง หรือเมืองซีแอตเทิลที่รัฐบาลท้องถิ่นได้เข้าซื้อตึกอพาร์ตเมนต์เพื่อปล่อยเช่าในราคาตลาดผสมกับราคาอุดหนุนสำหรับผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง และมีแผนจะขยายให้ถึง 1,800 ยูนิต ซึ่งในระยะยาว การทำให้ค่าเช่าถูกลงจะช่วยให้ Gen Z มีเงินเก็บไปดาวน์บ้านของตัวเองได้ง่ายขึ้น
เมื่อภาพฝันการเป็นเจ้าของบ้านเดี่ยวหลังใหญ่พร้อมสนามหญ้าและรั้วไม้สีขาวหมดความหมายลง การเป็นเจ้าของบ้านจะถูกตีความใหม่เพื่อให้เข้ากับนิยามความสำเร็จของ Gen Z ที่อาจจำแนกออกไปได้หลายแบบ
ถ้าความสำเร็จหมายถึงชุมชน การเป็นเจ้าของตึกแถวหรืออาคารที่อยู่อาศัยรวม ก็คือวิธีแบ่งปันที่อยู่ให้เพื่อนฝูงและครอบครัว แต่ถ้าความสำเร็จหมายถึงการแสดงออกทางศิลปะ การมีบ้านคือการตกแต่งรีโนเวทตามรสนิยมเฉพาะตัว โดยไม่สนใจว่าราคาขายต่อจะตกหรือไม่ และถ้ามองว่าความสำเร็จหมายถึงการใช้ชีวิตในเมือง การเป็นเจ้าของคอนโดใกล้รถไฟฟ้าจะน่าดึงดูดมากกว่าบ้านเดี่ยวในแถบชานเมือง
ทั้งนี้คนรุ่นใหม่ต้องผลักดันให้ผู้กำหนดนโยบายปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายเดิมๆ เช่น กฎหมายผังเมืองที่บังคับให้สร้างแต่บ้านเดี่ยว ซึ่งเป็นการจำกัดทางเลือก คนรุ่นใหม่ต้องการทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น เช่น บ้านแฝด, ห้องพักส่วนต่อขยาย, คอนโดมิเนียม และอพาร์ตเมนต์ ในขนาดที่เหมาะสมทั้งสำหรับคนโสดและครอบครัว เพื่อให้พวกเขาสามารถเอื้อมถึงภาพฝันอเมริกันในแบบฉบับของตัวเองได้สำเร็จ
ที่มา : Forbes